โพสต์ล่าสุด


เมื่อปี 2015 ทีมนักสำรวจซึ่งนำโดยนักธรณีวิทยาชาวบราซิล ไฮน์ริช แฟรงค์ และ อมิลกา อดามี ได้ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่ง ที่มีความยาวถึง 600 เมตร แถมภายในยังกว้างกว่า 1.5 เมตร ในเขตเมืองโนวูอัมบูร์กู (Novo Hamburgo) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบราซิล ซึ่งจากการเดินเข้าไปสำรวจทุกคนก็ต้องตกตะลึง เพราะภายในนั้นเต็มไปด้วย “ร่องรอยกรงเล็บขนาดมหึมา” และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดจึงทราบว่า ถ้ำแห่งนี้ถูกขุดสร้างโดยเหล่าสลอธยักษ์-หลายชั่วอายุเลยทีเดียว

“ผมไม่เคยเห็นถ้ำของสิ่งมีชีวิตใดยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน และนี่ไม่ใช่การคาดเดาว่าเป็นฝีมือของสลอธดึกดำบรรพ์ เพราะก่อนหน้านี้ ผมและทีมเคยค้นพบ “เพลีโอเบอร์โรว์” (Paleo burrows – ชื่อทางการของถ้ำที่ถูกขุดโดยสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์) มาแล้วหลายแห่ง แต่ไม่เคยพบแห่งใดมหึมาเท่าที่นี่

ซึ่งถ้ำแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยสลอธเพียง 1-2 ตัวแน่นอน เพราะจากการคำนวน พวกมันจะต้องขุดดินและยกออกไปทิ้งนอกถ้ำ ทั้งหมดกว่า 4,000 ตัน ซึ่งถือเป็นงานหนักมาก แสดงว่านี่คือภารกิจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และอีกหลักฐานสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่าถ้ำแห่งนี้ถูกสร้างโดยเหล่าสลอธก็คือ ภายในยังเต็มไปด้วยกระดูกของสลอธยักษ์หลายสายพันธุ์ จึงทำให้เรารู้ว่าถ้ำแห่งนี้เปรียบเสมือนหมู่บ้านหรืออาณานิคมของพวกมันนั่นเอง” – อมิลกา อดามี กล่าว

ทั้งนี้ อมิลกา ก็ได้แสดงความเสียดายที่การค้นพบในครั้งนี้ ไม่ได้นำไปสู่การค้นพบฟอสซิลของสลอธยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ Megatherium (เมกะเธเรียม) ที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบแต่รอยเท้าของมัน และคาดว่าน่าจะมีความสูงกว่า 6 เมตรเลยทีเดียว แต่ยังไม่เคยมีใครพบเห็นฟอสซิลเพื่อช่วยยืนยันการมีอยู่ที่แท้จริง แม้กระทั่งการค้นพบครั้งล่าสุดเมื่อปี 2018 ที่ถูกค้นพบภายในถ้ำใต้น้ำแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโก ที่ทุกคนลุ้นว่าจะเจอก็ไม่พบเจอแต่อย่างใด

ข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับ: สลอธยักษ์ (Giant Ground Sloth) พวกมันเคยมีอยู่มากถึง 500 สายพันธุ์ (ปัจจุบันเหลือเพียง 6 สายพันธุ์และเป็นสายพันธุ์ขนาดเล็กเท่านั้น) โดยมีชีวิตอยู่เมื่อ 35 ล้านปีก่อนในแถบอเมริกาใต้ ก่อนจะอพยพขึ้นมาอเมริกาเหนือเมื่อ 8 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อ 11,700 ปีก่อน เมื่อยืนสองขาจะสูงถึง 3 เมตร เมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ตัวละ 1 ตัน ในน้ำหนักมหาศาลนี้มีมวลกล้ามเนื้อประกอบอยู่เพียง 25% เท่านั้น นอกนั้นจะเป็นไขมันทั้งหมด


ลึกเข้าไปในป่าเมธูเซลาห์ (Methuselah) เทือกเขาไวท์ เมาน์เทน (White Mountains) ทางตะวันออกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สถานที่ซึ่งแฝงไปด้วยความเร้นลับ เพราะเป็นที่ตั้งของต้นสนสายพันธุ์บริสเทิลโคน (Bristlecone pine) นามว่า “เมธูเซลาห์” ต้นไม้ที่มีอายุถึง 4,850 ปี แน่นอนว่ามันเป็นต้นไม้ที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลกแบบไม่ต้องสงสัย

จุดเริ่มต้นของการค้นพบต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกต้นนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นของทศวรรษ 1950 โดย เอดมันด์ ชูลแมน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ที่ศึกษาเกี่ยวกับป่าไม้แปลกประหลาดในพื้นที่ต่าง ๆ มากว่า 20 ปี ก่อนที่จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ป่าสงวนแห่งชาติอินโยเกี่ยวกับป่าละเมาะลักษณะพิเศษบริเวณเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นบริเวณที่ตั้งของต้นไม้ที่เก่าแก่หลายต้น จึงทำให้ชูลแมนเกิดความท้าทายและต้องการไขปริศนาว่าต้นไม้ดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่

ทั้งนี้ ชูลแมนและทีมต้องปีนขึ้นเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน ซึ่งสูงกว่า 3,300 เมตร พวกเขาเริ่มเก็บตัวอย่างจากต้นสนสายพันธุ์บริสเทิลโคนที่ค้นพบในบริเวณนั้น ก่อนที่ในปี 1956 หลังจากการศึกษาบริเวณดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง ชูลแมนและทีมเริ่มมั่นใจว่าจะได้พบกับต้นไม้ที่อายุกว่า 4,000 ปี โดยอาศัยข้อมูลที่รวบรวมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หลังจากการศึกษาต้นไม้ในป่าแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดการเก็บข้อมูลช่วงฤดูร้อนปี 1957 พวกเขาก็ได้สะดุดตาเข้ากับต้นไม้โบราณขนาดเล็กต้นหนึ่ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามันมีอายุมากถึง 4,789 ปี (ในขณะนั้น) และได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ในเวลาต่อมา

หากยังจินตนาการไม่ออกว่า ต้นเมธูเซลาห์นั้นมีความเก่าแก่มากเพียงใด ลองนึกภาพตามว่า มันเริ่มงอกก่อนที่จะมีการสร้างพีระมิดแห่งอียิปต์ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ มันยังมีชีวิตรอดมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มีการบันทึก ตั้งแต่ยุคพระจันทร์เสี้ยวไปจนถึงยุคกรีกและโรมผ่านไปถึงยุคมืดสู่การปฏิวัตอุตสาหกรรมและแน่นอนมันยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันตำแหน่งที่ตั้งชัดเจนของต้นเมธูเซลาห์ได้ถูกปิดเป็นความลับ ทราบเพียงว่าอยู่บนเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพราะ เป็นการปกป้องจากการถูกบุกรุกและทำลายนั่นเอง

เพิ่มเติม – อันที่จริงต้นเมธูเซลาห์เกือบจะไม่ได้เป็นต้นไม้ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว นั่นเพราะ ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1964 ได้มีกลุ่มนักศึกษาติดต่อไปยังกรมป่าไม้แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อขออนุญาติในการตัดต้นสนสายพันธุ์ Bristlecone pine ที่มีนามว่า “โพรมีธีอุส” (Prometheus) เพื่อทำการศึกษา ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผลการศึกษาระบุว่า มันเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดย ณ ขณะนั้น (ปี 1964) มันมีอายุ 4,862 ปี ซึ่งมากกว่า เมธูซาลาห์ถึง 66 ปีเลยทีเดียว

Fact – หากเราใช้เกณฑ์อายุของรากในการพิจารณาความเก่าแก่ ต้นเมธูเซลาห์กลับแพ้อันดับ 1 แบบขาดลอย เนื่องจาก ต้นไม้สายพันธุ์ Aspen ที่มีนามว่า “Pando” ถือเป็นต้นไม้ที่มี “ราก” อายุเก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า 80,000 ปี นั่นเพราะ เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี ลำต้นส่วนหนึ่งของมันจะตาย ทำให้หน่อใหม่ก่อตัวขึ้นและเข้ามาแทนที่ โดยอาศัยระบบรากที่ยังคงเจริญเติบโตอยู่ของลำต้นเก่า ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มันมีอายุยืนยาวหลายหมื่นปี


บนปากปล่องภูเขาไฟอิรากองโกที่มีความสูงกว่า 3,470 เมตร ณ อุทยานแห่งชาติวีรูงกา ประเทศคองโก คือที่ตั้งของทะเลสาบลาวาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “Nyiragongo” (อิรากองโก) โดยมันอยู่ลึกลงมาจากปากปล่องราว 600 เมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 2 กิโลเมตร มีความลึก 2,700 เมตร และมีปริมาณลาวาประมาณ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเสมือนเขื่อนเก็บลาวาขนาดย่อม ๆ เลยล่ะ

ในอดีตภูเขาไฟลูกนี้เกิดการปะทุนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ปี ค.ศ.1882 เป็นต้นมา เคยมีการบันทึกไว้ว่าเกิดการปะทุมากถึง 34 ครั้ง แต่ครั้งที่รุนแรงที่สุด คือในปี ค.ศ.1977 ปากปล่องของภูเขาไฟเกิดรอยร้าวจนทำให้มีลาวาไหลออกมาด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าท่วมหมู่บ้านในเขตเมืองโกมา (Goma) ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 70 คน

ต่อมา เกิดการปะทุอีกครั้งในปี 2002 ลาวาจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่เมืองโกมาอีกครั้ง ทำลายบ้านเรือน 14,000 หลัง มีผู้เสียชีวิต 250 คน และผู้คนกว่า 3 แสนคนต้องอพยพออกจากเมือง ซึ่งการปะทุแต่ละครั้งสร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คนในเมืองจำนวนมาก ว่ากันว่าหากภูเขาไฟลูกนี้ปะทุอีกครั้ง เมืองโกมาอาจกลายเป็นปอมเปอีสาขา 2 ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองที่อันตรายมากที่สุดในโลก” (ในปัจจุบัน)

คำถามคือ แล้วมันจะปะทุอีกครั้งเมื่อไหร่ ? ดาริโก เตเดสโก นักภูเขาไฟวิทยาชาวอิตาลี ที่ทำการศึกษาและทำความเข้าใจกับภูเขาไฟลูกนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ให้คำตอบว่า “จากการเก็บตัวอย่างหิน ความร้อน ก๊าซที่ปล่อยออกมา อัตราการไหลและความดันของลาวา รวมถึงสร้างแบบจำลองธรณีฟิสสิกส์ พบว่า ความเป็นไปได้ที่มันจะปะทุอีกครั้งอาจอยู่ในช่วงปี 2024-2027 (ห่างจากการปะทุครั้งล่าสุด 20 ปี)”

นอกจากนี้ เขายังพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ภูเขาไฟอิรากองโกนั้น เป็นภูเขาไฟที่ก่อตัวซ้อนทับภูเขาไฟลูกเก่า 2 ลูก คือภูเขาไฟบาราตูและชาเฮรู อีกทั้งที่มาของทะเลสาบลาวานั้นเกิดขึ้นจากการไหลของลาวาขึ้นมาบนพื้นผิวโลกแบบช้า ๆ ทำให้มันคงสภาพภูเขาไฟที่เดือดปุดอยู่ได้ตลอดเวลานั่นเอง

ซึ่งสถานที่แบบนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาได้ยากมาก ทั่วโลกมีอยู่เพียง มีอยู่เพียง 7 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟอิรากองโกในคองโก, ภูเขาไฟเอเรอตาเลในเอธิโอเปีย, ภูเขาไฟเอเรบัสในแอนตาร์กติกา, ภูเขาไฟยาซูร์, ภูเขาไฟแอมบริมในวานูอาตู, ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย และภูเขาไฟมาซายาในนิการากัว

Fact ภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น ยังถือว่าเป็นภูเขาไฟที่ไม่สงบ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เคยระเบิดก็คือเมื่อปี ค.ศ. 1707 การระเบิดในครั้งนั้นไม่ได้มีลาวาไหลลงมา แต่เกิดฝุ่นขี้เถ้าลอยออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้คนเป็นโรคทางเดินหายใจกันเยอะ ซึ่งการที่จะคำนวณว่ามันจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ยากพอ ๆ กับบอกตอบมันจะสงบลงเมื่อไหร่ เพราะมนุษย์เราพึ่งเริ่มเก็บข้อมูลการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 300 ปีให้หลัง เราเลยยังไม่มีโอกาสเก็บข้อมูลได้มากพอที่จะทำการคำนวณได้แบบถูกต้องเป๊ะ ๆ


ในแต่ละปีจะมีผู้คนกว่า 4 ล้านคน เดินทางมาเยี่ยมชมความสวยงามของธรรมชาติที่ “อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน” (Yellowstone National Park) แต่ในทางกลับกัน สถานที่แห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลกเช่นกัน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมบ่อน้ำร้อนธรรมชาติมากกว่า 10,000 บ่อ มีอุณหภูมิสูงถึง 120 เซลเซียส อีกทั้งยังมีความเป็นกรดสูง และนี่คือสิ่งที่จะขึ้นหากเผลอตกลงไป..

(เรื่องจริง) จากการรายงานของสื่อท้องถิ่น ระบุว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี 2016 โคลิน นาธาเนียล สก็อตต์ หนุ่มวัย 23 ปี ที่ลักลอบเข้าในอุทยานและหวังจะทำ “หม้อไฟ” โดยใช้น้ำจากบ่อน้ำร้อน แต่ทว่าเขาเกิดไถลลื่นตกลงไป ด้วยความร้อนและความเป็นกรดสูง ผลคือเขาช็อคจากความร้อนและเสียชีวิตทันที 

ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่พบร่างของเขาลอยอยู่ที่ขอบบ่อ แต่ทว่าในเวลานั้นฝนตกหนักทำให้ดินบริเวณนั้นลื่นมากจึงไม่สามารถนำร่างขึ้นมาได้ แต่ที่น่าตกใจคือในเช้าวันต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงร่างของหนุ่มคนนั้นถูกกรดย่อยสลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเศษเสื้อผ้า รองเท้าแตะ และกระเป๋าสตางค์ที่ยังลอยอยู่บนผิวน้ำเท่านั้น

โดย โลแรนท์ เวอเรสส์ รองหัวหน้าอุทยานกล่าวว่า “โดยปกติแล้วเหยื่อที่เสียชีวิตจากการตกลงไปในบ่อน้ำร้อนจะไม่ถูกย่อยแบบนี้ แต่กรณีของโคลิน สก็อตต์ นั้นมีสาเหตุมาจากในวันนั้นน้ำมีอุณหภูมิสูงและค่าความเป็นกรดสูงกว่าปกติ ประกอบกับถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานทำให้ร่างของเขาถูกย่อยสลายหายไปนั่นเอง”

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยมีคนเสียชีวิตจากการตกลงไปในบ่อน้ำร้อนในเยลโลว์สโตน เพราะก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ฝ่าฝืนกฎของอุทยานและประสบอุบัติเหตุพลัดตกลงไปไม่น้อย โดยเหยื่อรายแรกคือเด็กชายวัย 7 ขวบ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1890 ตามบันทึกในหนัง Death in Yellowstone (1995) ระบุว่า “เด็กน้อยคนนั้นเดินทางไปกับพ่อแม่และพยายามข้ามเขตแนวกั้น เพื่อจะเข้าไปชมบ่อน้ำร้อนใกล้ ๆ แต่เกิดอุบัติเหตุลื่อตกลงไป เด็กคนนั้นพยายามว่ายน้ำตะเกียกตะกายอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนจมลงไปต่อหน้าต่อตาพ่อแม่ของเขา”

สรุป – สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากตกลงไปในน้ำร้อนเยลโลว์สโตน : อันดับแรกคุณจะช็อกจากความร้อนสูง – ความร้อนจะลวกและความเป็นกรดกัดกร่อนผิวหนังความเจ็บปวดนี้จะทำให้หมดสติ – จากนั้นกล้ามเนื้อจะตาย – และจมน้ำไปในที่สุด (ในกรณีเลวร้ายร่างกายอาจถูกย่อยสลาย)

Fact – ในอุทยานเยลโลว์สโตน (Yellowstone) มีบ่อน้ำร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง แต่บ่อน้ำร้อนที่สวยและโดดเด่นที่สุดคือ บ่อน้ำร้อนสีรุ้งแห่งเยลโลว์สโตน (Grand Prismatic Spring) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดในโลก ซึ่งสีรุ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากแบคทีเรีย และพืชเซลล์เดียว


เมื่อปี 2010 เกิดเหตุระเบิดแท่นขุดเจาะน้ำมัน “Deepwater Harizon” ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้น้ำมันกว่า 130 ล้านแกลลอนรั่วไหลลงสู่มหาสมุทร ปริมาณขนาดนี้เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำกีฬาโอลิมปิกรวมกัน 300 สระเลยทีเดียว ซึ่งคราบน้ำมันได้กระจายพื้นที่กว้างถึง 176,100 ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นการรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ คงหนีไม่พ้น “BP” บริษัทพลังงาน จากประเทศอังกฤษ ที่เป็นเจ้าของแท่นขุดเจาะน้ำมันแห่งนี้ ซึ่งต้องสูญเสียเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ในการจ่ายค่าปรับและค่ากำจัดคราบน้ำมันบนผิวน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงแต่บริษัท BP เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในอ่าวเม็กซิโกเองก็ได้รับผลกระทบที่เลวร้ายไม่แพ้กัน จากการสำรวจพบว่า มีสัตว์น้ำมากกว่า 900,000 ตัวที่ต้องเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เจ้าหน้าที่และบริษัทพยายามทำความสะอาดคราบน้ำมันบนผิวน้ำ แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ถูกเผิกเฉย นั่นก็คือ “สิ่งมีชีวิตใต้ทะเล” ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด โดยในปี 2017 ทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ได้ลงไปสำรวจใต้ก้นทะเล ณ จุดบริเวณนั้น พบว่า – สิ่งมีชีวิตใต้นั้นกำลังเกิด “การกลายพันธุ์” (Mutant) จากการดูดซับสารพิษจำนวนมหาศาลที่ปล่อยออกมาจากน้ำมันได้อย่างน่าทึ่ง

คลิฟตัน นันนอลลี หนึ่งในทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ระบุว่า “ที่ใต้ก้นทะเลลึกลงไป 1.8 กิโลเมตร พบปูก้ามแดง กุ้งก้ามแดง และกุ้งคาริเดียน ที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เนื่องจากสารพิษที่ปล่อยออกมามีความคล้ายคลึงกับสารที่พบในแพลงตอนที่เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของพวกมัน ซึ่งสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือ พวกมันกลายพันธุ์ให้สามารถดูดซับสารพิษเหล่านี้ได้โดยไม่ตาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความพิการ เช่น ปูบางตัวมีขาไม่ครบ 8 ขา ก้ามใหญ่โตผิดปกติ ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น เกิดเนื้องอกตามร่างกาย เป็นต้น”

นักวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ปัจจุบันคราบน้ำมันบนผิวน้ำจะถูกกำจัดไปได้เกือบหมดแล้วก็จริง แต่ที่ใต้ก้นทะเลยังมีน้ำมันอีกกว่า 10 ล้านแกลลอนที่ยังตกค้างอยู่” แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอจะสามารถกำจัดคราบน้ำมันจากใต้ก้นมหาสมุทรได้ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 50 ปีหรือนานกว่านั้น


“กบน้ำนมแอมะซอน” (Amazon Milk Frog) ชื่อวิทยาศาสตร์ Trachycephalus resinifictrix อาศัยอยู่ใกล้ลุ่มแม่น้ำในป่าแอมะซอน เป็นสายพันธุ์กบต้นไม้ มีขนาด 2.5-4 นิ้ว เป็นหนึ่งในกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ มักพบในประเทศโคลอมเบีย โบลิเวีย บราซิล เอกวาดอร์ เปรูและเวเนซุเอลา

โดยที่มาของชื่อกบน้ำนมนั้นไม่ได้หมายความว่าพวกมันผลิตน้ำนมออกมาได้จริง ๆ แต่มาจากสารพิษสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมที่หลั่งออกมาจากต่อมบนหลังเพื่อป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าหรือเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับร่างกายนั่นเอง ซึ่งสารพิษหรือ “นม” ที่หลั่งออกมาจะมีกลิ่นเหม็นและเหนียว โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะกบตามธรรมชาติเท่านั้น แต่กบเลี้ยงจะไม่ค่อยหลั่งสารนี้ออกมามากนักเนื่องจากคุ้นชินกับมนุษย์

นอกจากนี้ โครงสร้างทางร่างกายของมันก็เจ๋งไม่แพ้กัน โดยกบน้ำนมแอมะซอนมีตุ่มเท้าขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 14 เท่าของน้ำหนักตัว เปรียบเทียบกับมนุษย์ง่าย ๆ ว่า ถ้าเรามีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม เจ้าตุ่มเท้านี้จะสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 840 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุที่พวกมันพัฒนาร่างกายให้มีลักษณะเช่นนี้เป็นเพราะต้องใช้สำหรับการปีนต้นไม้นั่นเอง

สำหรับพฤติกรรมการหาอาหาร พวกมันเป็นสัตว์หากินกลางคืน ช่วงเวลากลางวันจะซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ใบไม้ ซึ่งพวกมันมีนิสัยการกินที่ค่อนข้างตะกละเพราะมันกินแทบทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า (ถ้าขนาดเล็กพอที่ปากกินได้) แม้ตอนนั้นจะไม่ใช่เวลาหาอาหารก็ตาม เช่น แมลง หนอน แมงมุม สัตว์ขาปล้องต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งตัวเมียก็สามารถจับตัวผู้กินได้เหมือนกัน ซึ่งนิสัยการกินสุดระห่ำแบบนี้มีมาตั้งแต่เกิด คือ ลูกอ๊อดที่ฟักตัวออกมาได้ก่อนจะทำการกินไข่ของลูกอ๊อดที่ยังไม่ฟักออกมา แต่ทั้งนี้อาหารจานโปรดที่สุดของมันคือจิ้งหรีด 

ทั้งนี้ ทุกช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายนจะเป็นช่วงเวลาการผสมพันธุ์ โดยการผสมพันธุ์แต่ละครั้งตัวเมียจะวางไข่ได้มากถึง 2,500 ฟอง ซึ่งจะฟักภายใน 24 ชั่วโมง ใช้เวลากว่าจะโตเป็นกบเต็มตัวประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งกบชนิดนี้มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปีเลยทีเดียว

ปัจจุบัน แม้จะไม่ทราบจำนวนประชากรของพวกมันแน่ชัด แต่ IUCN ระบุว่าสถานะทางธรรมชาติของกบน้ำนมแอมะซอนนั้นยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกมันก็ยังถูกคุกคามอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่นการตัดไม้ทำลายป่า หรือถูกจับเพื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยง นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันอาจลดลงจนน่าเป็นห่วงในอนาคต

Fact กบลูกดอกสีน้ำเงิน (Poison Dart Frogs) เป็นกบที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของกบลูกดอกเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งพิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของชาวอินเดียแดง เป็นสาเหตุที่ถูกเรียกว่า “กบลูกดอก”


เที่ยวบินที่สั้นที่สุดในโลก คือ เส้นทางระหว่างเกาะเวสต์เรย์ (Westray) – เกาะปาปาเวสต์เรย์แ (Papa Westray) มีระยะทางห่างกันเพียง 2.7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเกาะทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะออร์คนีย์ (Orkney) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสกอตแลนด์ โดยระยะเวลาในการเดินทางในเส้นทางบินนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที แต่เคยมีการบันทึกเที่ยวบินที่ใช้เวลาบินเร็วที่สุดเพียง 47 วินาทีเท่านั้น (หากสภาพอากาศปลอดโปร่ง)

ซึ่งสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางบินนี้ คือ Loganair สายการบินสัญชาติสกอตแลนด์ ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1967 มาจนถึงปัจจุบัน โดยค่าเดินทางไป-กลับของเส้นทางนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาท จากการรายงานของสำนักข่าว Daily Mail ระบุว่า เนื่องจากเกาะปาปาเวสต์เรย์มีแหล่งโบราณคดีกว่า 60 แห่งทั่วเกาะ ทำให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน-นักศึกษา และนักโบราณคดี นอกนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วยจากเกาะปาปาเวสต์เรย์ที่ต้องเดินทางมารักษาตัวบนแผ่นดินใหญ่ (เกาะปาปาเวสต์เรย์มีผู้อยู่อาศัยเพียง 70 คนเท่านั้น)

โดย Loganair ให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ BN2B-26 Islander สามารถจุผู้โดยสารได้ 8 คน/เที่ยว ผลิตโดย Britten-Norman เป็นเครื่องบินที่สามารถขึ้นลงด้วยรันเวย์สั้น ๆ ได้ และที่สำคัญคือสามารถทำการบินได้ด้วยนักบินเพียง 1 คนเท่านั้น จึงเหมาะแก่การใช้เดินทางขึ้นลงระหว่างเกาะนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสงสัยคือ ทำไมพวกเขาถึงไม่สร้างสะพานทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกลเกินกว่าจะสร้างสะพานไม่ได้ ? คำตอบของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสัมปทานระหว่างสภาออร์คเนย์และสายการบิน Loganair ที่พวกเขาได้รับสัญญาสัมปทานระยะยาวด้วยการชนะการประมูลในราคา 90 ล้านบาท ในการควบคุมการเดินทางระหว่างเกาะทั้งสองนี้ นั่นหมายความว่า หากพวกเขาสร้างสะพานก็จะไม่ได้เงินจากการให้บริการเครื่องบินข้ามเกาะยังไงล่ะ

คำถาม : แล้วถ้าไม่นั่งเครื่องบินจะสามารถเดินทางด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ ? ตอบ : ได้ นั่นก็คือการนั่งเรือเฟอร์รี่ไปแทน แต่การนั่งเรือข้ามฟากจะใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ซึ่งให้บริการโดย Loganair เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วเรือจะใช้ในการขนส่งสินค้ามากกว่าขนคน จึงไม่ใช้เรือที่เร็วมากนัก นี่จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการเดินทางข้ามเกาะเลือกจะเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่านั่นเอง

เพิ่มเติม – สายการบินที่ไกลที่สุดในโลก คือสายการบินระหว่าง สิงคโปร์ – เมืองเนวาร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศอเมริกา ซึ่งมีระยะทางกว่า 15,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 18 ชั่วโมง 30 นาที (เป็นการบินตรงรวดเดียวแบบไม่แวะพักกลางทาง) ให้บริการโดยสายการบิน Singapor Airline 

Fact – รู้หรือไม่ว่า หน้าต่างบนเครื่องบินทำมาจากแผ่นกระจกใสซ้อนกัน 3 ชั้น โดยชั้นนอกสุดทำหน้าที่รับแรงกดอากาศ ส่วนชั้นกลางจะรูเล็กๆ อยู่ เรียกว่า breater hole ช่วยปรับสมดุลของความกดอากาศระหว่างภายนอกกับภายในเครื่องบิน ทั้งยังช่วยลดการเกิดฝ้าที่มาจับกระจกด้วย และชั้นในสุดติดกับที่นั่งผู้โดยสารมีไว้กันไม่ให้กระจกชั้นกลางเกิดรอยขีดข่วน


พบกับ “กลุ่มหินประหลาด” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาแอลป์ (ไม่ล้ม-ไม่หล่น) มานานกว่า 2 หมื่นปีแล้ว ขณะที่ คิลิอัน ชูนเบกเกอร์ (ช่างภาพชาวเยอรมัน) กำลังเดินถ่ายภาพชิว ๆ บนเทือกเขาแอลป์เขาก็ได้บังเอิญพบกับ “กลุ่มหินประหลาด” ที่ตั้งอยู่บนยอดผาแหลมรูปทรงปิรามิด ภายหลังทราบว่าสถานที่แห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า “Earth Pyramids of South Tyrol” (พิรามิดโลกแห่งเซาท์ไทโรล์)

โดยสถานที่แปลกประหลาดราวกับโลกต่างดาวนี้ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในจังหวัดเซาท์ไทโรล์ เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา มีอายุกว่า 25,000 ปี ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งเดิมทีเป็นดินเหนียวที่ถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง – เมื่อธารน้ำแข็งละลาย – เหลือทิ้งไว้แต่ดินเหนียวเปล่า ๆ – หินที่อยู่บนหน้าดินจะทำหน้าที่เหมือนร่มค่อยปกป้องหน้าดิน – เมื่อฝนตก น้ำจะกัดเซาะดินส่วนที่ไม่มีหิน – จนเกิดเป็นยอดแหลมสูงชัน 10 ถึง 15 เมตร อย่างที่เห็น

นักวิจัยคาดการณ์ว่า พีรมิดหินแบบนี้ได้อาจใช้เวลาก่อตัวนานหลายพันปี แต่อย่างไรก็ตามแม้มันจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสาดินเหล่านี้จะค่อย ๆ อ่อนแรงจนไม่สามารถแบกหินบนยอดไว้ได้ และพีรมิดที่ไม่มีหินคอยปกคลุมจะถูกฝนกัดเซาะและสลายหายไปในที่สุด

ทั้งนี้ มีอีกหลายสถานที่ที่มีลักษณะการเกิดคล้ายกับ Earth Pyramids of South Tyrol เช่นอุทยานฮูดูส (Hoodoos) ที่ตั้งอยู่ในอุทยานนานาชาติไบรซ์แคนยอน ในรัฐยูทาห์ ประเทศอเมริกา เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 60 ล้านปีก่อน มีลักษณะเป็นเสาหินสูง (1.5-45 เมตร) 

โดยฮูดูสนั้นแต่ก่อนเป็นทะเลสาบลึกขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปทะเลสาบค่อย ๆ แห้งแล้งจนกลายเป็นหน้าผาสูงชัน ซึ่งชั้นดินที่อยู่ด้านบนมีความแข็งกว่าหินชั้นล่าง ทำให้มันถูกกระแสลมกัดเซาะหน้าผา จนดินชั้นล่างเริ่มแหว่งและกลายเป็นแท่งอย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง ซึ่งดินชั้นบนก็เปรียบเสมือนก้อนหินของ Earth Pyramids of South Tyrol นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการคำนวณอัตราการซึกกร่อนของเสาหินเหล่านี้ว่า มันจะถูกกระแสลมและน้ำแข็งรวมถึงฝนกัดเซาะเสาฮูดูสลึก 0.6-1.3 เมตร / 100 ปี แม้จะดูนานแต่ว่าเมื่อเทียบกับการก่อตัวของพวกมันที่นานนับล้านปี ตัวเลขการซึกกร่อนนี้ถือว่าเร็วมาก มันบ่งบอกถึงสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง

Fact – รู้จักกับ “ป่าหิน” (Stone Forest) ตั้งอยู่ที่เมืองคุนหมิง มลฑลยูนาน ประเทศจีน ถูกจัดว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุราว 270 ล้านปี มีพื้นที่มากถึง 350 ตารางกิโลเมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 12 ตาราง กิโลเมตรเท่านั้น เพราะทางแยกข้างในซับซ้อนราวกับเขาวงกต เดิมทีหินเหล่านี้อยู่ใต้ผิวโลก แต่ภายหลังถูกดันขึ้นมาในลักษณะเดียวกับหินงอก


“คาร่า” (Cara) เสือโคร่งเบงกอลอายุ 6 ปี ณ ศูนย์ดูแลสัตว์ Tierart ในเมือง Massweiler ประเทศเยอรมันนี กลายเป็นเสือสุดฮิปหลังจากได้รับการใส่เขี้ยวทองคำ เนื่องจากมันทำเขี้ยวหักหลังจากมันพยายามขัดฟันกับกำแพงปูนซีเมนต์

เมื่อปี 2013 เจ้าคาร่าถูกพบอยู่ในฟาร์มส่วนตัวแห่งหนึ่งในประเทศอิตาลี ก่อนถูกย้ายมายังประเทศเยอรมันนีในปี 2015 โดย เอวา ลินเดนชมิดต์ ผู้ดูแลศูนย์ดูแลสัตว์แห่งนี้กล่าวว่า “มันมีปัญหาเกี่ยวกับฟันมานานแล้วและได้รับการผ่าตัดฟันถึง 2 ครั้งด้วยกัน แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยให้มันหายได้ 100% ทำให้เราปรึกษากับทีมสัตวแพทย์จากมหาวิทยาลัยเวียนนาถึงความเป็นไปได้ในการปลูกรากฟันทองคำให้มัน” 

ซึ่งสาเหตุที่ต้องเป็นฟันทองคำก็เพราะประเภททองคำในด้านทันตกรรมนั้นแข็งแรงกว่าทองคำทั่วไปมาก มันทนทานต่อแรงเสียดสีและแรงกัดสูง นั่นหมายความว่า เจ้าเสือตัวนี้จะไม่มีวันเขี้ยวหักอีกต่อไป แถมทองคำยังช่วยปกป้องฟันจากคราบจุลินทรีย์และเศษอาหารต่าง ๆ ไม่ให้เข้าไปติดตามซอกฟัน ช่วยไม่ให้ฟันผุได้อีกด้วย อีกทั้งฟันทองคำนี้จะอยู่ถาวรตลอดชีวิต

ดร.เยนส์ รูห์เฮา และ ดร.โจฮันนา ไพเนอร์ สัตวแพทย์ผู้ทำการปลูกถ่ายฟันให้เจ้าคาร่า กล่าวว่า “การที่ทำเช่นนี้ เพื่อช่วยให้มันไม่ต้องทุกข์ทรมานกับการกินอีกต่อไป ซึ่งหลังจากปลูกถ่ายเห็นได้ชีดว่าคาร่ายังไม่ชิน มันเลียฟันตลอดเวลา แต่ผ่านไป 3 สัปดาห์ มันก็ปรับตัวได้และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข”

ข้อมูลพื้นฐาน – เสือโคร่งเบงกอล (Bengal Tiger) ชื่อวิทยาศาสตร์ Panthera Tigris Tigris กระจายตัวตามธรรมชาติในอินเดีย เนปาล บังคลาเทศ และพม่า มีอายุขัยเฉลี่ย 8-10 ปี มีขนาดโตเต็มที่ยาว 360 เซนติเมตร หนัก 180 กิโลกรัม ทั้งนี้เมื่อราว ๆ ปี ค.ศ.1920 ที่ประเทศอินเดียเคยมีกีฬาล่าเสือโคร่งเบงกอลเป็นกีฬาเฉพาะชนชั้นสูง เนื่องจากในอดีตมีมนุษย์ถูกเสือเบงกอลคร่าชีวิตมากถึง 1,600 รายต่อปี แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกันแล้ว จำนวนเสือเบงกอลที่ถูกมนุษย์ล่าก็มากกว่าที่พวกมันล่ามนุษย์อยู่ดี (ไม่มีตัวเลขแน่ชัดแต่คาดว่ามากกว่าถึง 3 เท่า)

ปัจจุบันพวกมันถูกระบุให้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์เต็มที เนื่องจากถูกล่าเอาหนังทำเครื่องประดับ กระดูกและอวัยวะจะถูกนำไปทำยาสมุนไพร โดย IUCN คาดว่าพวกมันเหลืออยู่ตามธรรมชาติเพียง 3,500 ตัวเท่านั้น

Fact – แฟชั่น “ฟันทองคำ” มีมาตั้งแต่เมื่อราว 2,000 ปีก่อนคริสตกาล หลักฐานที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบว่ามีการใช้ทองมายึดติดกับฟัน คือ โครงกระดูกชาวอียิปต์ที่ใช้แผ่นทองยึดติดกับฟันเข้าด้วยกันเป็นแถบยาวๆ ด้านหน้า ซึ่งในอดีตไม่ได้ใช้วิธีคลอบฟันแบบในปัจจุบัน แต่จะใช้วิธีเจาะรูบนฟันแต่ละซี่และฝังทองคำเข้าไป

MKRdezign

Contact Form

Name

Email *

Message *

Powered by Blogger.
Javascript DisablePlease Enable Javascript To See All Widget