โพสต์ล่าสุด


จากการวิเคราะห์ทางพันธุกรรมและการตรวจสอบลักษณะของกะโหลกอย่างใกล้ชิดในกลุ่มของวาฬบาลีนที่พบทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเม็กซิโก เผยให้เห็นถึงวาฬสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งถูกเข้าใจผิดว่าเป็นวาฬบรูด้า มาตลอด

ลินซีย์ วิลค็อกซ์ นักพันธุศาสตร์จาก NOAA กล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์มาก ที่เราพบวาฬสายพันธุ์ใหม่ในพื้นที่ ที่เปรียบเหมือนสวนหลังบ้านเราเอง ฉันไม่คิดว่าจะได้มีโอกาสพูดถึงวาฬสายพันธุ์ใหม่ในชีวิตการทำงาน ดังนั้นมันจึงเป็นการค้นพบที่น่าตื่นเต้นสุด ๆ”

โดยวาฬสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งค้นพบนี้ถูกตั้งชื่อว่า “ไรซ์” (Rice) มีจำนวนประชากรน้อยกว่า 100 ตัว ทำให้ไม่สามารถพบเห็นได้ทั่วไปในอ่าวเม็กซิโก ที่ซึ่งถูกเรียกว่า “บ้าน” ของเหล่าวาฬ โดยวาฬไรซ์เป็นหนึ่งในสายพันธุ์ของ วาฬบาลีน (Baleen whales) แต่ที่ผ่านมาถูกเข้าใจผิดว่าเป็นชนิดเดียวกันกับวาฬบรูด้ามาโดยตลอด

วาฬสายพันธุ์ใหม่นี้ มักจะอาศัยอยู่บริเวณทางตะวันออกเฉียงเหนือของอ่าวเม็กซิโก และมักหาอาหารบริเวณใต้น้ำ อีกทั้งยังไม่สุงสิงกับวาฬบรูด้าทั่วไป ขณะที่วาฬบรูด้ามักถูกพบบริเวณมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแอตแลนติก และแปซิฟิก และจะหาอาหารบริเวณผิวน้ำ

วิลค็อกซ์ ยังกล่าวอีกว่า “การจะแยกสายพันธุ์ของสัตว์ที่มีความคล้ายคลึงขนาดนี้ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์ต้องการหลักฐานทางพันธุกรรมและการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ทำให้เราเริ่มเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อจากวาฬไรซ์ครั้งแรกตั้งแต่ปี 2000 จนสามารถเก็บตัวอย่างทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันถึง ’36 ตัวอย่าง’ เพื่อเปรียบเทียบระหว่างวาฬไรซ์กับวาฬบรูด้า และมีหลักฐานมากพอจนสามารถประกาศการค้นพบครั้งนี้ได้นั่นเอง”

เพิ่มเติม – ในเดือนมกราคมปี 2019 มีการพบวาฬไรซ์ถูกซัดมาเกยตื้นบริเวณหาดฟลอริดา จึงได้มีการตรวจสอบกะโหลกของพวกมัน ซึ่งเผยให้เห็นความแตกต่างของรูปร่างและขนาดกระดูกรอบ ๆ ช่องลม เมื่อเทียบกับวาฬบรูด้า และวาฬอีเดน (Eden’s whales – เป็นสายพันธุ์ที่ใกล้ชิดกันอีกชนิดหนึ่ง) ซึ่งวิลค็อกซ์มองว่า ความแตกต่างของพันธุกรรมและโครงกระดูกที่ค้นพบเหล่านี้ เพียงพอที่จะกำหนดให้วาฬไรซ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มของวาฬบลูด้า

ต่อมาไม่นาน-เดือนเมษยน (ปีเดียวกัน) สหรัฐอเมริกาได้ระบุให้ “วาฬไรซ์-เป็นสัตว์สายพันธุ์ใหม่ และเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ทันที” (แต่ก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเท่าใดนัก) เนื่องจากวาฬที่อาศัยอยู่ในอ่าวเม็กซิโกต้องเผชิญภัยคุมคามจากน้ำมันรั่วไหล เรือล่ม และการเข้าไปติดอยู่ในอุปกรณ์หาปลาแทบตลอดเวลา


ย้อนกลับไปเมื่อ 8 ล้านปีก่อน ในยุคไมโอซีน บริเวณทวีปอเมริกาใต้ คือที่อยู่อาศัยของ “พูรัสซอรัส” (Purussaurus) สายพันธุ์ไคแมน (Caiman) จระเข้ยักษ์ ที่มีขนาดตัวยาว 10-13 เมตร หนัก 1,100 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับจระเข้ในยุคปัจจุบัน เจ้าพูรัสซอรัสจะเปรียบเสมือนรถถังที่วิ่งบนท้องถนนเลยล่ะ

โดยการมีอยู่ของสัตว์โบราณชนิดนี้ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1892 จากการขุดพบฟอสซิลกะโหลกศรีษะที่ประเทศบราซิล และชิ้นส่วนอื่น ๆ ก็ถูกพบตามมาเรื่อย ๆ ในประเทศ เวเนซุเอราตอนเหนือ และในป่าแอมะซอนของประเทศเปรู ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในบริเวณใกล้กับแม่น้ำหรือที่ราบน้ำท่วมถึง รวมถึงตามแนวชายฝั่งทะเลก็พบเช่นกัน

อดีตเคยมีการขุดพบฟอสซิลกะโหลกศรีษะที่มีความยาวถึง 150 เซนติเมตร ซึ่งนักวิจัยได้ทำการจำลองกล้ามเนื้อและวิเคราะห์แรงกัดของมัน พบว่ามีค่าอยู่ที่ 69,000 นิวตัน มากกว่าฉลามขาวที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีแรงกัดมาที่สุดในโลก (ยุคปัจจุบัน) เกือบ 4 เท่า และกล้ามเนื้อกรามที่แข็งแกร่งกว่าจระเข้น้ำเค็มอีกด้วย (ว่ากันว่ากรามของพูรัสซอรัสสามารถขยี้กะโหลกทีเรกส์ได้เลยล่ะ) ทั้งนี้ ด้วยขนาดตัวมหึมาแถมยังเป็นนักล่าที่ทรงพลัง เหล่านักบรรพชีวินต่างเรียกมันว่า “อสูรกายใต้น้ำ” กันเลยทีเดียว

จากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เมื่อเทียบขนาดตัวและนักล่าต่าง ๆ นักวิจัยยืนยันว่า พูรัสซอรัสเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในยุคนั้น มันล่าเหยื่อที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และจำเป็นต้องบริโภคเนื้อประมาณ 40 กิโลกรัมต่อวัน (มากกว่าจระเข้ปัจจุบัน 20 เท่า) แต่ที่น่าสงสัยก็คือ ในเมื่อมันทั้งใหญ่และแข็งแกร่งขนาดนั้น แล้วทำไมถึงสูญพันธุ์ได้ล่ะ ? 

คำตอบก็คือ เพราะความใหญ่ของมันนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุให้มันสูญพันธุ์ ซึ่งคล้ายกับกรณีของ เมกาโลดอน (Megalodon) ที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไป แต่พวกมันไม่ยอมปรับตัวตาม เช่น แหล่งอาหารที่เคยมีขนาดใหญ่ก็ปรับตัวให้มีขนาดเล็กลงทำให้อาหารไม่พอกิน หรือ ที่อยู่อาศัยที่เคยกว้างขวางก็มีขนาดเล็กลงจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาจนพวกมันไม่สามารถอยู่ได้ กระทั่งท้ายที่สุดพวกมันค่อย ๆ ล้มตายลงและสูญพันธุ์ไปนั่นเอง

เพิ่มเติม – “ไคแมน” (Caiman) คือ สัตว์เลื้อยคลานที่อยู่ในตระกูล อัลลิเกเตอร์ (Alligator) มีถิ่นอาศัยอยู่ที่อเมริกาใต้และอเมริกากลาง มีขนาดเล็กกว่าอัลลิเกเตอร์ ช่องเปิดจมูกมีช่องเดียวขนาดใหญ่ ซึ่งสายพันธุ์ไคแมนที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบันคือ แบล็คไคแมน (Black Caiman) สามารถโตได้สูงสุดประมาณ 5 เมตร

Fact – รู้หรือไม่ ? นักวิทยาศาสตร์พบว่าจระเข้ในอดีตสามารถวิ่งควบได้เหมือนม้า ซึ่งสามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่จากการวิเคราะห์พบว่า พวกมันจะใช้สกิลวิ่งควบแบบนี้ในการหนีมากกว่าที่จะใช้สำหรับล่า


เชื่อหรือไม่ว่า..เหล่าอัจฉริยะอย่าง ลีโอนาโด ดาวินชี และ นิโคลา เทสลา ใช้เวลานอนเพียงวันละไม่ถึง 3 ชั่วโมง ซึ่งฟังดูบ้าบิ่นแต่การนอนแบบนี้มีจริง มีชื่อเรียกว่า “โพลีเฟซิค” (Polyphasic) หมายถึงการนอนมากกว่าวันละ 2 ครั้ง โดยแบ่งการนอนเป็นช่วง ๆ ในแต่ละวัน ซึ่งชายคนหนึ่ง (ไม่เปิดเผยชื่อ) ได้ทดลองทำตามและนี่คือผลที่เกิดขึ้น..

เล่าให้ฟังก่อนว่า การนอนแบบโพลีเฟซิคนั้นถูกเรียกอย่างเป็นทางการในช่วงทศวรรษที่ 1940 เป็นที่นิยมอย่างมากในยุคนั้นเนื่องจากผู้คนต้องการลดชั่วโมงที่ใช้บนเตียงให้น้อยลงเพื่อให้มีเวลาในการทำสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์ระบุว่าคนทั่วไปไม่มีความจำเป็นต้องนอนด้วยวิธีแบบนี้ แต่คนที่ควรนอนแบบนี้ก็คือ หมอ พยาบาล หรืออาชีพอื่น ๆ ที่ชั่วโมงการทำงานและเวลาพักผ่อนไม่ค่อยเหมือนอาชีพทั่วไป

เอาล่ะมาเริ่มการทดลองกัน..โดยชายหนุ่มแบ่งเวลาการนอนดังนี้ คือกลางคืน 4 ชั่วโมง (ช่วงตี 1.30-4.30 น.) และ นอนกลางวัน 25 นาที หลังมื้อเที่ยง (13.10-13.35 น.) และ อีก 25 นาทีหลังกลับถึงบ้าน (20.00-20.25 น.) ซึ่งเขาใช้เวลาทดลองการนอนแบบนี้อยู่นาน 14 วัน ปล.การแบ่งชั่วโมงการนอนไม่มีตายตัวเพียงแต่ในนอนมากกว่าวันละ 2 ครั้งก็พอ (อย่าลืมว่าเป้าหมายคือลดชั่วโมงการนอน)

โดยวันแรกที่เริ่ม เขาระบุว่า “มันน่าทึ่งมาก ผมมีเวลาในการทำกิจกรรมหลายอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีเวลาได้ทำ เช่นว่ายน้ำ คิดแผนงาน พาหมาไปเดินเล่น แต่หลังตื่นก็ยังง่วงอยู่บ้าง ร่างกายยังไม่ชิน และใช้ความพยายามสูงในการนอนหลับตามเวลาที่กำหนด” ถัดมาในวันที่ 2-3 พบว่า “เวลาของฉันเริ่มไม่ตรงกับเพื่อน คนส่วนใหญ่ไปปาร์ตี้หลังเลิกงาน แต่ฉันต้องไปเตรียมตัวนอน เพราะหากไปปาร์ตี้จะไม่สามารถนอนตามตารางเวลาได้ ซึ่งในวันที่ 2-3 นั้นร่างกายเริ่มเพลีย อ่อนแรง คาดว่าต้องเวลา 2 สัปดาห์กว่าร่างกายจะชินเป็นปกติ”

จนกระทั่งในวันที่ 5 ผลที่ได้น่าตกใจ “ผมตื่นมาแบบสดชื่นมาก ๆ กระปรี้กระเปร่ามากกว่าเดิม มีเวลาว่างเหลือเฝือจะอ่านหนังสือ หรือแม้กระทั่งเล่นเกม และไม่รู้สึกฝืนร่างกายให้นอนหลับอีกต่อไป” การทดลองดำเนินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันที่ 14 เขาได้ยุติการนอนแบบโพลีเฟซิค และปล่อยให้ร่างกายเลือกเวลาพักผ่อนเอง ผลปรากฎว่าเขาใช้เวลานอนตอนกลางคืนเพียง 2 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้น และเพิ่มเวลานอนตอนกลางวันเป็น 3 ครั้งแทน นั่นหมายความว่า เขามีเวลาในแต่ละวันหากลบเวลาการทำงาน 8 ชั่วโมงออกไป เขาจะมีเวลาว่างสำหรับเวลาส่วนตัวมากถึง 12 ชั่วโมงเลยทีเดียว (ขณะที่ประสิทธิภาพการทำงานเท่าเดิม)

สรุป – ข้อดี : สามารถทำกิจวัตรประจำวันทุกอย่างเสร็จก่อนออกไปทำงาน และเวลาเหลือเฝือจะไปทำสิ่งที่ชอบ แม้แต่เรื่องไร้สาระก็สามารถทำได้ สามารถนอนและตื่นได้โดยไม่ต้องตั้งปลุก กินอาหารที่มีประโยชน์มากขึ้น มีเวลาอ่านหนังสือและออกกำลังกาย ข้อเสีย : ปรับตัวยากมากในช่วงแรก ลืมวันเวลาสนเพียงแค่กลางวัน-กลางคืนเท่านั้น อดไปปาร์ตี้หรือเที่ยวกลางคืน เพราะกิจกรรมเหล่านี้จะทำลายตารางเวลานอนที่วางไว้

Fact – ปรากฏการณ์ “Sleepy Hollow” เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2013 กับหมู่บ้านกาลัคชี อยู่ทางตอนเหนือของประเทศคาซัคสถาน ที่จู่ ๆ ผู้คนในหมู่บ้านกว่า 160 คน ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังมีคนพบว่าพวกเขานอนหลับเป็นเวลานานมากกว่า 2 วัน บางคนหนักสุด 6 วันเลยก็มี แต่พอพวกเขาตื่นขึ้นมากลับจำอะไรไม่ได้ มึนงง ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งในปี 2015 นักวิจัยพบสาเหตุของปรากฏการณ์ดังกล่าว ว่ามาจาก เหมืองยูเรเนียมที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองแห่งนี้เพียงไม่กี่กิโลเมตร พบปริมาณคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรคาร์บอนอยู่ในอากาศมากกว่าปกติ และเมื่อเข้าไปตรวจสอบที่เหมืองเก่าก็พบว่า มีค่ากัมตรังสีสูงกว่าปกติถึง 16 เท่า เป็นเหตุให้ชาวบ้านต่างพากันหมดสติไปนั่นเอง


ออกซิเจนถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก แต่เมื่อไม่นานมานี้ นักชีวทางทะเลได้ค้นพบฝูงปลาทะเลขนาดใหญ่ ที่อาศัยอยู่ในทะเลน้ำลึกของอ่าวแคลิฟอร์เนียซึ่งแทบไม่มีออกซิเจนอยู่เลย ทั้งยังพบอีกว่า ปลาทะเลเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่มีออกซิเจนต่ำ (ทั้งที่ถือเป็นสิ่งที่อันตรายต่อปลาส่วนใหญ่) การค้นพบนี้จึงช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจว่าสัตว์ทะเลอื่น ๆ สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเคมีใต้มหาสมุทรได้อย่างไร

นาทาเลีย แกลโล นักวิจัยจาก Scripps และจิม แบร์รี นักชีววิทยาจาก MBARI ได้อธิบายการค้นพบของพวกเขาลงในวารสาร Ecology ว่า “เมื่อปี 2015 พวกเขาทั้งสองและทีมนักวิจัยอีก 8 คน ทำการสำรวจแอ่งน้ำลึกหลายแห่งของอ่าวแคลิฟอร์เนียโดยใช้หุ่นยนต์ (ROV) Doc Rickets ที่ควบคุมโดยใช้รีโมทระยะไกล”

แกลโลกล่าวว่า “ฉันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง พวกเราสังเกตเห็นปลาไหลคัสก์อีล (Cusk Eel), ปลาแกรนาเดียร์ (Grenadiers) และปลาฉลามลอลลิพอพ (Lollipop) รวมกันหลายร้อยตัวว่ายไปมาอย่างสบายใจในบริเวณที่มีความเข้มข้นของออกซิเจนไม่ถึง 1 % (เมื่อเทียบกับออกซิเจนบนพื้นผิวทั่วไป)

โดยข้อมูลจาก (ROV) Doc Rickets ได้แสดงให้เห็นว่า ปลาเหล่านี้สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเข้มขนของออกซิเจนต่ำได้นานกว่า 1 ใน 10 เมื่อเทียบกับปลาชนิดอื่นที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมลักษณะเดียว และที่น่าตกใจคือ ปลาบางชนิดอย่าง ปลาไหลคัสก์อีลและปลาฉลามลอลิพอพ ดูเหมือนจะชอบบริเวณที่มีออกซิเจนต่ำมากกว่าบริเวณที่มีออกซิเจนปกติด้วยซ้ำ

ทั้งนี้นักวิจัยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าปลาหลายร้อยตัวเหล่านี้สามารถอยู่รอดได้อย่างไร ? มิหนำซ้ำเหตุใดจึงสามารถเจริญเติบโตได้สภาวะที่เลวร้ายเช่นนี้ ? อีกทั้งทำไมพวกมันจึงมารวมตัวกันในพื้นที่ทรหดแบบนี้ ? หรือบางทีมันอาจพยายามหลีกเลี่ยงสัตว์นักล่า ซึ่งแน่นอนว่าความลึกลับต่าง ๆ เป็นสิ่งที่พวกเขาพยายามจะไขคำตอบให้ได้ต่อไป อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัยกล่าวทิ้งท้ายว่า “จริงอยู่นะที่มีปลาประหลาดอีกหลายชนิดทนต่อสภาวะออกซิเจนต่ำ แต่ดูปลาที่เราพบในอ่าวเหล่านี้สิ พวกมันเปรียบเสมือนนักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิกปอดเหล็กเลยล่ะ”

Fact – ปรสิตที่อาศัยอยู่ในแซลมอนอย่าง H. salminicola สามารถอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาออกซิเจนเลยแม้แต่นิดเดียว พวกมันเป็นสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย เช่นเดียวกับแมงกะพรุน ไฮดร้า และดอกไม้ทะเล ที่สามารถดำรงชีวิตได้โดยการอาศัยอยู่ในปลาแซลมอน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำหรือแทบไม่มีออกซิเจนในตลอดวงจรชีวิตของมัน แต่สบายใจได้ เรายังคงกินแซลมอนได้อยู่ เพราะนักวิทยาศาสตร์บอกปรสิตชนิดนี้ไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์


นักวิจัยค้นพบวิธีการฝึกความจำแบบ “เชอร์ล็อค โฮล์มส์” (Sherlock Holmes) ที่ช่วยให้เราจำข้อมูลหรือสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ มีชื่อเรียกว่า “วิธีจำแบบโลไซ” (Method of Loci) หรือที่เรียกกันว่า “Memory Palace” วิธีนี้ถูกใช้กันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคกรีกโบราณ (ราว 450 ปีก่อน)

โดยวิธีจำแบบโลไซนั้น คือ การที่เรา ‘ฝาก’ ความจำไว้ในสถานที่ที่คุ้นเคย โดยให้จดจำเป็นเส้นทาง เช่น ต้องการจำคำศัพท์ 10 คำ ให้จินตนาการว่า เสมือนเรานำคำศัพท์ทั้ง 10 คำนี้ ไปแปะไว้ตามจุดต่าง ๆ ภายในบ้าน (แบบเป็นเส้นทาง) คือ ศัพท์คำแรกถูกแปะไว้ที่ทางเข้าประตู ศัพท์คำที่สองถูกแปะไว้ที่ลูกบิดประตู ศัพท์คำที่สามถูกแปะไว้ที่บันได เรียงลำดับไปเป็นต้น

อิซาเบลลา แวกเนอร์ นักประสาทวิทยาจากมหาวิทยาลัยเวียนนาและแชมป์การแข่งขันทดสอบความจำระดับโลก (World Memory Championships) พิสูจน์แล้วและยืนยันด้วยตนเองว่ามันได้ผลจริง โดยเธอได้ทำการทดลองกับผู้เข้าร่วมการทดลองทั้ง 50 คน แบ่งเป็น 17 คน ที่เข้ารับการฝึกจำแบบโลไซ, 16 คนฝึกจำด้วยเทคนิคอื่น และอีก 17 คนไม่ฝึกอะไรเลย ซึ่งทั้ง 50 คนนี้ มีอายุและสติปัญญาที่ใกล้เคียงกันมากที่สุดด้วยการตรวจวัดสมองคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (fMRI)

เริ่มการทดลอง – ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้รับแบบฝึกหัดให้จำคำศัพท์ทั้งหมด 80 คำ หลังท่องจำเสร็จ ผ่านไป 20 นาที ผลปรากฎว่า ผู้ที่ฝึกจำแบบโลไซจำศัพท์ได้ 62 คำ ผู้ที่ฝึกจำแบบวิธีอื่นจำได้ 41 คำ และผู้ที่ไม่ได้ฝึกเลยจำได้ 36 คำ ต่อมาหลังผ่านไป 24 ชั่วโมง คำศัพท์เหล่านั้นถูกถามอีกครั้ง ผลคือ ผู้ที่ฝึกจำแบบโลไซจำได้ 56 คำ เทียบกับผู้เข้าร่วมทดลองอีก 2 กลุ่ม ที่จำได้ 30 คำ และ 21 คำ ตามลำดับ 

แต่การทดลองแบบนี้ ดูเหมือนจะเป็นการทดสอบความจำระยะสั้นเท่านั้น ทำให้อิซาเบลลาอยากรู้ว่าเทคนิคนี้จะช่วยพัฒนาความจำระยะยาวได้หรือไม่ เลยทดสอบความจำของพวกเขาทั้ง 50 คนอีกครั้งหลังผ่านไป 4 เดือน พบว่า กลุ่มที่จำแบบโลไซสามารถจำคำศัพท์ได้ 50 คำ มากกว่าอีก 2 กลุ่ม ที่จำได้ 30 และ 27 คำตามลำดับ ซึ่งผลลัพธ์นี้แสดงให้เห็นว่าวิธีการจำแบบโลไซนั้น ช่วยพัฒนาทั้งความจำระยะสั้นและระยะยาว

นอกจากนี้ ผลการสแกนสมองรอบ 2 จากเครื่อง fMRI ปรากฏว่า ผู้ที่ฝึกวิธีจำแบบโลไซมีเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกันเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (ความจำดีขึ้น) มันบ่งบอกถึงการทำงานของสมองที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง ทั้งนี้ อิซาเบลลา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาแน่ชัดว่าการจำแบบนี้ช่วยให้สมองทำงานดีขึ้นกว่าเดิมจริงหรือไม่ แต่อย่างไรก็ตาม ทุกคนสามารถฝึกให้มีความจำดีแบบเชอร์ล็อคโฮล์มส์ด้วยวิธีเดียวกันนี้ได้จริง ๆ นะ”

Fact – รู้หรือไม่ว่า “การถึงจุดสุดยอด” ช่วยให้เราฉลาดขึ้นได้จริง ๆ เพราะทุกครั้งที่เสร็จจะมีเลือดขึ้นไปเลี้ยงสมองมากกว่าปกติ เคยมีการวิจัยพบว่าวิธีนี้สามารถบริหารสมองได้ดีกว่าการเล่น Cross Words หรือปริศนาอักษรไขว้ เสียอีก


“แมงกะพรุนอิรุคันจิ” (Irukandji jellyfish) – เป็นชื่อสามัญของแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงอันดับต้น ๆ ของโลก จัดอยู่ในกลุ่มแมงกะพรุนกล่อง (Box jellyfish) ชนิดมีหนวดเส้นเดียว แม้มันจะมีขนาดตัวที่เล็กเพียง 1-3 เซนติเมตร หนวดยาวประมาณ 30 – 100 เซนติเมตร มีทั้งหมด 4 เส้น แบ่งเป็นด้านละ 1 เส้นรอบตัวมัน แต่เห็นตัวจิ๋วแบบนี้กลับมีพิษร้ายแรงติดอันดับโลก

โดยพิษของแมงกะพรุนชนิดนี้ส่งผลให้เกิดเลือดออกในสมอง อาจทำให้หัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน พิษจะเข้าไปกดทับระบบประสาทจนถึงขั้นหยุดหายใจ จนกระทั่งเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งพิษจะออกฤทธิ์ตั้งแต่ 5-120 นาที (ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของคนไข้ – แพทย์ยืนยันว่าพิษของแมงกะพรุนชนิดนี้รุนแรงกว่างูเห่าบ้านเราเสียอีก) และทุก ๆ ปีจะมีผู้เคราะห์ร้ายจากการโดนพิษของแมงกะพรุนชนิดนี้ราว 50-100 คน ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุด ฮันนา มิตเชลล์ คือหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากการถูกจู่โจมโดยแมงกะพรุน อิรุคันจิ ขณะว่ายน้ำบริเวณเกาะกู๊ดวินนอกชายฝั่งแดมเปียร์ ทางตะวันตกของประเทศออสเตรเลีย

ฮันนา เล่าว่า “หลังผ่านไป 40 นาที จากการถูกจู่โจมโดยแมงกะพรุนอิรุคันจิ ฉันรู้สึกสั่นไปทั้งตัวแถมยังไอเป็นเลือด สิ่งที่รู้ได้ในตอนนั้นมันเป็นมากกว่าความเจ็บปวด และคิดว่าตัวเองต้องไม่รอดแน่นอน หลังจากผ่านช่วงโคม่าไป 2 วัน ฉันตื่นขึ้นมาและรับรู้ว่าปอดกับหัวใจถูกทำร้ายอย่างหนักหน่วง” ซึ่งในบริเวณเกาะดังกล่าว มีผู้เสียชีวิตจากพิษของแมงกะพรุนมากกว่า 80 คน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1883 เป็นต้นมา โดยแบ่งเป็น 79 รายจากแมงกะพรุนกล่อง และอีก 2 รายจากแมงกะพรุนอิรุคันจิ

ถ้าอย่างนั้นแมงกะพรุนอิรุคันจิถือเป็นแมงกะพรุนที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลกหรือไม่ ? – แม้จะถูกกล่าวขานถึงพิษอันโหดร้ายและรุนแรงแต่มันยังไม่ใช่ที่สุดของโลก เพราะตัวที่รุนแรงที่สุดในโลกของจริงคือ “แมงกะพรุนกล่องชนิดมีหนวดหลายเส้น” ที่เรารู้จักกันส่วนใหญ่นั่นเอง

เพิ่มเติม – การปฐมพยาบาลเบื้องต้นหากถูกจู่โจมจากแมงกะพรุนอิรุคันจิ คือการเทน้ำส้มสายชูบริเวณแผล เพราะน้ำส้มสายชูจะช่วยไม่ให้ผู้บาดเจ็บได้รับพิษเพิ่มขึ้น (แต่น้ำส้มสายชูไม่ได้ช่วยชำระล้างพิษและไม่สามารถบรรเทาอาการปวดได้) นอกจากนี้ ห้ามใช้นิ้วหรือวัตถุใด ๆ ในการถอดหนวดออกเด็ดขาด เพราะจะเร่งให้เข็มพิษจากหนวดปล่อยพิษเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งการโดนแมงกะพรุนโจมตีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนนำส่งโรงพยาบาล ไม่เช่นนั้นอาจเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้

ผู้เชี่ยวชาญยังแนะนำว่า วิธีหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับแมงกะพรุนเหล่านี้คือ การอยู่ให้ห่างจากที่อยู่อาศัยของพวกมัน โดยแมงกะพรุนกล่องทั่วไปมักจะอยู่ใกล้ชายฝั่ง ขณะที่แมงกะพรุนอิรุคันจิจะอยู่ทั้งบริเวณใกล้และนอกชายฝั่งออกไป รวมทั้งบริเวณแนวปะกะรังนอกชายฝั่งด้วย แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจคิดว่ามันจะเกิดขึ้นแต่ในออสเตรเลียนะ เพราะเจ้าแมงกะพรุนเหล่านี้ถูกพบได้บ่อยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งไทย-ฟิลิปินส์ เลยล่ะ

Fact – รู้จัก “แมงกะพรุนอมตะ” (Immortal Jellyfish) ชื่อวิทยาศาสตร์ Turritopsis dohrnii มีขนาดตัวเล็กจิ๋วเพียง 4.5 มิลลิเมตรเท่านั้น (เทียบเท่าเม็ดถั่ว) ซึ่งแม้จะตัวเล็กแต่พวกมันกลับซ่อนความสามารถพิเศษที่เมื่อใดก็ตามที่อายุเริ่มเยอะ ร่างกายเริ่มเสียหาย หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม พวกมันจะทำการหดตัวให้เล็กลง และร่างกายจะจัดเรียงเซลล์ใหม่กลายเป็น “Polyp” (ระยะวัยอ่อนอีกครั้ง) จากนั้นจะค่อย ๆ เติบโต-เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง และที่สำคัญมันสามารถทำแบบนี้ได้แบบไม่จำกัด เรียกได้ว่านี่มันนกฟีนิกส์แห่งท้องทะเลชัด ๆ


หนึ่งในสัตว์ที่หายากที่สุดแห่งดินแดนอาร์กติก (ขั้วโลกเหนือ) คือ ​“วาฬนาร์วาล” (Nawhal) ชื่อวิทยาศาสตร์ monodon monoceros เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ขนาดใหญ่ ลำตัวยาว 6 เมตร หนัก 1,300 กิโลกรัม (มีขนาดใกล้เคียงกับรถบัส 1 คันเลยล่ะ) แต่สิ่งที่ทำให้วาฬชนิดนี้น่าสนใจจริง ๆ ก็คือ เขาที่งอกออกมาจากหัวอันโดดเด่นจนได้รับฉายาว่า “ยูนิคอร์นแห่งท้องทะเล”

โดยความจริงแล้ว “เขา” ที่งอกออกมานั้น แท้จริงคือฟันที่งอกออกมาจากกรามบนด้านซ้าย ที่อาจยาวได้สูงสุดถึง 3 เมตรเลยทีเดียว (ในบทความจะเรียกฟันที่งอกมาว่าเขาเพื่อความเข้าใจง่าย) ซึ่งเขาของมันมีลักษณะเป็นเกลียว มีเส้นประสาทรวมกันมากถึง 10 ล้านเส้น โดยส่วนใหญ่จะมีแต่ตัวผู้เท่านั้นที่มีเขางอกออกมาโดดเด่นแบบนี้ (ตัวเมียบางตัวอาจมีเขางอกออกมาบ้างแต่สั้นและเล็กกว่ามาก)

ไม่เพียงเท่านี้ ในความเท่ยังมีความเท่ขั้นกว่าเพราะในจำนวน 500 ตัว จะมีนาร์วาล 1 ตัว สามารถงอกเขาออกมา 2 เขาได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ตามธรรมชาติเพียง 70,000 ตัวแล้ว นั่นเท่ากับว่ามีนาร์วาลที่มี 2 เขา เพียง 140 ตัวเท่านั้น เรียกได้ว่าแรร์สุด ๆ เลยล่ะ แต่อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ทราบถึงจุดประสงค์ที่แน่ชัดของเขาเหล่านี้ แต่คาดว่าพวกมันพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ดึงดูดตัวเมีย

มาพูดถึงการอยู่อาศัยของมันกันบ้าง – วาฬนาร์วาลนั้นอาศัยอยู่บริเวณน่านน้ำอาร์กติกของประเทศแคนาดา กรีนแลนด์ นอร์เวย์และรัสเซีย ในช่วงฤดูหนาวพวกมันจะอยู่ใต้น้ำโดยไม่โผล่ขึ้นมาเลยนาน 5 เดือน มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตั้งแต่ 10-20 ตัว แต่บางครั้งก็มีรายงานว่าพบพวกมันอยู่รวมกันนับร้อยตัวเลยก็มี 

ในอดีตาเขาของนาร์วาลมักถูกล่าเพื่อมอบให้กับกษัตริย์ในเมืองต่าง ๆ เพราะเชื่อว่ามันเป็นตัวแทนเขายูนิคอร์น ที่แสดงถึงอำนาจบารมี อีกทั้ง ยังถูกล่าจากชนพื้นเมืองในอาร์กติกอย่างชาวเอสกีโมด้วย ซึ่งอาจฟังดูโหดร้ายแต่สำหรับพวกเขาการล่าวาฬนาร์วาลเป็นไปเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น ซึ่งเป็นประเพณีที่ดำเนินมายาวนานกว่า 1 พันปีแล้ว (ทุกวันนี้ก็ยังล่าอยู่) โดยนาร์วาล 1 ตัวจะช่วยให้พวกเขาสามารถมีอาหารกินไปหลายสัปดาห์เลยทีเดียว

นอกจากนี้ การพัฒของเทคโนโลยี ทั้งเรือเดินสมุทรและการผลิตก๊าซน้ำมัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ล้วนเป็นภัยคุกคามแก่เหล่าวาฬนาร์วาลทั้งสิ้น จนปัจจุบัน IUCN จัดให้สัตว์ชนิดนี้อยู่ในกลุ่มบัญชีสีแดงที่มีแนวโน้มว่าจะถูกคุกคามมากยิ่งขึ้นในอนาคต

Fact – รู้จักกับ “ประเพณีล่าวาฬ” ของชาวอินูเปียต ชนพื้นเมืองในเขตนอร์ทสโลป (North Slope) ของอะแลสกา (Alaska) ซึ่งพวกเขาได้รับอนุญาตให้ล่าวาฬหัวคันศร (bowhead whale) ในจำนวนจำกัดต่อปี โดยเรือลำแรก ๆ ที่พุ่งฉมวกไปยังตัววาฬ เมื่อล่าวาฬสำเร็จ จะนำเนื้อวาฬมาแบ่งกัน ซึ่งวาฬ 1 ตัวสามารถเลี้ยงชีพคนได้ทั้งหมู่บ้านและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทุกส่วน


มารี คูรี (Marie Curie) หรือที่รู้จักกันในนาม “มารดาแห่งฟิสิกส์สมัยใหม่” เธอเป็นนักเคมีฟิสิกส์ที่ค้นพบธาตุเรเดียมและโพโลเนียม อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกงานวิจัยเกี่ยวกับสารกัมมันตรังสีที่ต่อมาถูกพัฒนามาใช้รักษามะเร็งในปัจจุบัน ซึ่งตลอดช่วงชีวิตเธอคลุกคลีอยู่กับสารเคมีจนทำให้ร่างกายและทรัพย์สินของเธอปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีไปอีกนานกว่า 1,500 ปี กว่าจะจางหายไป

ย้อนกลับไปในปี ค.ศ.1867 มารีเกิดที่กรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ เธอเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อเป็นนักฟิสิกส์และแม่เป็นครูคณิตศาสตร์ มารีเคยศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างมาก จนกระทั่งการจากไปของแม่ที่ทำให้เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอย่างหนักและไม่เชื่อในความเมตตาของพระเจ้าอีกต่อไป นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอหันหน้าเข้าสู่วงการวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

ในปี ค.ศ.1894 มารีย้ายจากโปแลนด์มาอยู่ฝรั่งเศส และได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยซอร์บอนในสาขาวิทยาศาสตร์ การมาเรียนที่นี่ทำให้เธอได้พบกับ ปิแอร์ คูรี (Pierre Curie) นักวิจัยผู้เคยได้รับรางวัลไซเอนซิเอต (Scienciate Award) และสนใจเรื่องแม่เหล็กเหมือนกับเธอ ต่อมาทั้งคู่คบหาดูใจและแต่งงานกันในปี ค.ศ.1895

ในปีเดียวกัน วิลเฮล์ม โรนท์เจน นักฟิสิกส์ชาวเยอรมันได้ค้นพบรังสีเอ็กซ์ ทำให้ทั้งคู่สนใจเกี่ยวกับการแผ่รังสีอย่างมาก ซึ่งในเวลานั้นเพื่อนคนสนิทของปีแอร์ ค้นพบปรากฏการณ์การแผ่รังสีจากแร่ยูเรเนียม ซึ่งมีคุณสมบัติทะลุทะลวงเช่นเดียวกับรังสีเอกซ์ แต่ว่าการแผ่รังสีจากแร่ยูเรเนียมนั้นไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรทางเคมี ซึ่งทั้งคู่ศึกษาลงลึกไปถึงแหล่งที่มา จนกระทั่งในปี ค.ศ.1898 พวกเขาพบธาตุกัมมันตรังสีชนิดใหม่ โดยตั้งชื่อมันว่า “โพโลเนียม” (Polonium) เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศโปแลนด์ บ้านเกิดของมารี ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งคู่ยังพบธาตุอีก 1 ชนิดที่ทรงพลังมากกว่ายูเรเนียมหลายเท่า นั้นคือ ธาตุเรเดียม (Radium) ที่มีคุณสมบัติที่สามารถส่องผ่านเนื้อหนังของมนุษย์ได้ด้วย

โดยการค้นพบดังกล่าวทำให้ในปี ค.ศ.1903 พวกเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ แต่ทว่า 3 ปีต่อมา ปิแอร์ คูรี ต้องจากไปด้วยอุบัติเหตุจากรถม้า ส่งผลให้เธอต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าอีกครั้ง แต่มารีก็ยังไม่ย่อท้อต่อการศึกษาธาตุเรเดียมต่อไป จนในปี ค.ศ.1911 เธอพบว่ามันสามารถนำมาฉายแสงเพื่อรักษาโรคได้ และการค้นพบนี้ทำให้เธอได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเคมี (เป็นผู้หญิงคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลถึง 2 สาขา)

เธอใช้เวลาตลอดชีวิตอยู่กับธาตุกัมมันตรังสี จนกระทั่งเธอต้องป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว และในวันที่ 4 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1934 มารีก็เสียชีวิตลง ซึ่งเป็นระยะเวลากว่า 100 ปีมาแล้ว แต่ทรัพย์สิน หนังสือ เสื้อผ้า และกระดูกของเธอยังปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีจำนวนมาก ทำให้ข้าวของทั้งหมดถูกบรรจุลงในกล่องที่บุด้วยตะกั่วแน่นหนาเพื่อกักเก็บและป้องกันสารกัมตภาพเหล่านั้นไม่ให้รั่วไหลออกมา ปัจจุบันถูกจัดเก็บอยู่ที่หอสมุด Bibliotheque National ส่วนกระดูกของเธอถูกฝังอยู่ในวิหารแพนธีออน ในกรุงปารีส


“เกาะโซโคตรา” (Socotra Island) เป็นเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของหมู่เกาะในทะเลอาหรับ มหาสมุทรอินเดีย อยู่ห่างจากชายฝั่งประเทศเยเมนไปทางตะวันออกเฉียงใต้ 380 กิโลเมตร มีพื้นที่ 3,600 ตารางกิโลเมตร เป็นสถานที่ที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติสูงมาก มีพันธุ์ไม้หายากมากถึง 825 ชนิด และสัตว์แปลกอีกกว่า 90% ที่พบได้เฉพาะที่เกาะแห่งนี้แห่งเดียวในโลกเท่านั้น

โดยเกาะโซโคตรานั้น อดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของทวีปแอฟริกา แต่จากการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกโลกเมื่อ 20 ล้านปีก่อน ทำให้แผ่นดินบางส่วนแยกออกมาจากแผ่นทวีปเกิดเป็นเกาะต่าง ๆ และแม้สถานที่แห่งนี้จะดูห่างไกลและไร้ผู้คน แต่ว่าโซโครตานั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว 60,000 คน ในเมืองฮาดิดูและกาลันซียา ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของเกาะ

เอาล่ะ..มาเข้าเรื่องความเจ๋งของเกาะนี้กัน – เกาะแห่งนี้ถูกสำรวจอย่างจริงจังเมื่อสมัยทศวรรษที่ 1990 โดยทีมนักชีววิทยาจากสหประชาชาติ ซึ่งพบความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตอย่างมากตามที่กล่าวไปในย่อหน้าแรก จากบันทึกของทีมสำรวจระบุว่าสิ่งที่โดดเด่นที่สุดของเกาะแห่งนี้คือ “ต้นไม้เลือดมังกร” (Blood Dragon Trees) ชื่อวิทยาศาสตร์ Dracaena cinnabari มีลักษณะเด่นที่ลำต้นสูง มีพุ่มด้านบนบานออกคล้ายกับดอกเห็ด มีใบเล็ก ๆ สีเขียว สามารถพบได้ทั่วทั้งเกาะ ซึ่งที่มาของชื่อนี้มาจากน้ำยางที่มีสีแดงสดเหมือนสีเลือด ในอดีตชนพื้นเมืองใช้ยางไม้เหล่านี้มาทำเป็นยารักษาโรค

นอกจากนี้ยังมี “ต้นขาช้าง” (Elephant Leg Tree) หรืออีกชื่อคือ ต้นแตงกวา (Cucumber Tree) ต้นไม่เฉพาะถิ่นของเกาะโซโครตา มีลักษณะโดดเด่นไม่แพ้กัน คือมีลำต้นอวบใหญ่ มีดอกบนยอดต้นไม้ เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเกาะนี้เลยก็ว่าได้

ไม่หมดเพียงเท่านี้ เกาะโซโคตรายังเปรียบเสมือนแหล่งอัญมณีความหลากหลายทางชีวภาพ เปรียบเสมือนหมู่เกาะกาลาปากอสสาขา 2 ยังไงยังงั้น เนื่องจากมีสัตว์ต่างสายพันธุ์กว่า 700 ชนิดที่อาศัยอยู่เฉพาะบนเกาะแห่งนี้แห่งเดียวในโลก เช่น กิ้งก่า-อาร์มาดิลโล (Armadillo Lizard) หรือ กิ้งก่ามังกร ที่มาของชื่อมาจากลักษณะภายนอกที่มีหนามรอบตัว และป้องกันตัวด้วยการขดตัว-งับหางตัวเองเป็นก้อนกลม เป็นสัตว์ไม่มีพิษ ไม่ทำร้ายมนุษย์ จึงเป็นเหตุให้พวกมันถูกจับนำไปเป็นสัตว์เลี้ยงจำนวนมาก

ซึ่งนอกจากสัตว์เฉพาะถิ่นแล้ว ยังมีสายพันธุ์สัตว์ชนิดอื่น ๆ อีกมากที่อพยพมายังเกาะแห่งนี้ บ้างก็ใช้เกาะนี้เป็นที่พักระหว่างทาง เช่น นกแร้งอียิปต์ (Egypt Vultures) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดของความหลากหลายที่เกิดขึ้นนี้ แต่คาดว่ามาจากการเปลี่ยนแปลงธรณีวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน โดยในปี ค.ศ.2008 เกาะแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO)

Factหมู่เกาะกาลาปากอส (Galapagos) ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกห่างจากแผ่นดินใหญ่ไปประมาณ 1,000 กิโลเมตร ของประเทศเอกวาดอร์ เกิดขึ้นมาจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อหลายพันปีก่อน โดยลาวาที่ทะลุพื้นทะเลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก่อตัวเป็นชั้นบนชั้นหิน จนกลายเป็นเกาะในที่สุด ปัจจุบันยังมีภูเขาไฟที่ยังคุกรุ่น 13 แห่งในหมู่เกาะแห่งนี้ ซึ่งมีการปะทุเป็นระยะ ๆ ซึ่งการปะทุล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปี 2018 


เมื่อปี 2015 ทีมนักสำรวจซึ่งนำโดยนักธรณีวิทยาชาวบราซิล ไฮน์ริช แฟรงค์ และ อมิลกา อดามี ได้ค้นพบถ้ำแห่งหนึ่ง ที่มีความยาวถึง 600 เมตร แถมภายในยังกว้างกว่า 1.5 เมตร ในเขตเมืองโนวูอัมบูร์กู (Novo Hamburgo) ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศบราซิล ซึ่งจากการเดินเข้าไปสำรวจทุกคนก็ต้องตกตะลึง เพราะภายในนั้นเต็มไปด้วย “ร่องรอยกรงเล็บขนาดมหึมา” และจากการตรวจสอบอย่างละเอียดจึงทราบว่า ถ้ำแห่งนี้ถูกขุดสร้างโดยเหล่าสลอธยักษ์-หลายชั่วอายุเลยทีเดียว

“ผมไม่เคยเห็นถ้ำของสิ่งมีชีวิตใดยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน และนี่ไม่ใช่การคาดเดาว่าเป็นฝีมือของสลอธดึกดำบรรพ์ เพราะก่อนหน้านี้ ผมและทีมเคยค้นพบ “เพลีโอเบอร์โรว์” (Paleo burrows – ชื่อทางการของถ้ำที่ถูกขุดโดยสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์) มาแล้วหลายแห่ง แต่ไม่เคยพบแห่งใดมหึมาเท่าที่นี่

ซึ่งถ้ำแห่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างโดยสลอธเพียง 1-2 ตัวแน่นอน เพราะจากการคำนวน พวกมันจะต้องขุดดินและยกออกไปทิ้งนอกถ้ำ ทั้งหมดกว่า 4,000 ตัน ซึ่งถือเป็นงานหนักมาก แสดงว่านี่คือภารกิจที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น และอีกหลักฐานสำคัญที่ทำให้เรามั่นใจว่าถ้ำแห่งนี้ถูกสร้างโดยเหล่าสลอธก็คือ ภายในยังเต็มไปด้วยกระดูกของสลอธยักษ์หลายสายพันธุ์ จึงทำให้เรารู้ว่าถ้ำแห่งนี้เปรียบเสมือนหมู่บ้านหรืออาณานิคมของพวกมันนั่นเอง” – อมิลกา อดามี กล่าว

ทั้งนี้ อมิลกา ก็ได้แสดงความเสียดายที่การค้นพบในครั้งนี้ ไม่ได้นำไปสู่การค้นพบฟอสซิลของสลอธยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก นั่นคือ Megatherium (เมกะเธเรียม) ที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบแต่รอยเท้าของมัน และคาดว่าน่าจะมีความสูงกว่า 6 เมตรเลยทีเดียว แต่ยังไม่เคยมีใครพบเห็นฟอสซิลเพื่อช่วยยืนยันการมีอยู่ที่แท้จริง แม้กระทั่งการค้นพบครั้งล่าสุดเมื่อปี 2018 ที่ถูกค้นพบภายในถ้ำใต้น้ำแห่งหนึ่งในประเทศเม็กซิโก ที่ทุกคนลุ้นว่าจะเจอก็ไม่พบเจอแต่อย่างใด

ข้อมูลพื้นฐานสำคัญสำหรับ: สลอธยักษ์ (Giant Ground Sloth) พวกมันเคยมีอยู่มากถึง 500 สายพันธุ์ (ปัจจุบันเหลือเพียง 6 สายพันธุ์และเป็นสายพันธุ์ขนาดเล็กเท่านั้น) โดยมีชีวิตอยู่เมื่อ 35 ล้านปีก่อนในแถบอเมริกาใต้ ก่อนจะอพยพขึ้นมาอเมริกาเหนือเมื่อ 8 ล้านปีก่อน และสูญพันธุ์ไปเมื่อ 11,700 ปีก่อน เมื่อยืนสองขาจะสูงถึง 3 เมตร เมื่อโตเต็มวัยจะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่ตัวละ 1 ตัน ในน้ำหนักมหาศาลนี้มีมวลกล้ามเนื้อประกอบอยู่เพียง 25% เท่านั้น นอกนั้นจะเป็นไขมันทั้งหมด


ลึกเข้าไปในป่าเมธูเซลาห์ (Methuselah) เทือกเขาไวท์ เมาน์เทน (White Mountains) ทางตะวันออกของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา สถานที่ซึ่งแฝงไปด้วยความเร้นลับ เพราะเป็นที่ตั้งของต้นสนสายพันธุ์บริสเทิลโคน (Bristlecone pine) นามว่า “เมธูเซลาห์” ต้นไม้ที่มีอายุถึง 4,850 ปี แน่นอนว่ามันเป็นต้นไม้ที่อายุเก่าแก่ที่สุดในโลกแบบไม่ต้องสงสัย

จุดเริ่มต้นของการค้นพบต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกต้นนี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นของทศวรรษ 1950 โดย เอดมันด์ ชูลแมน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแอริโซนา ที่ศึกษาเกี่ยวกับป่าไม้แปลกประหลาดในพื้นที่ต่าง ๆ มากว่า 20 ปี ก่อนที่จะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ป่าสงวนแห่งชาติอินโยเกี่ยวกับป่าละเมาะลักษณะพิเศษบริเวณเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน ซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นบริเวณที่ตั้งของต้นไม้ที่เก่าแก่หลายต้น จึงทำให้ชูลแมนเกิดความท้าทายและต้องการไขปริศนาว่าต้นไม้ดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่

ทั้งนี้ ชูลแมนและทีมต้องปีนขึ้นเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน ซึ่งสูงกว่า 3,300 เมตร พวกเขาเริ่มเก็บตัวอย่างจากต้นสนสายพันธุ์บริสเทิลโคนที่ค้นพบในบริเวณนั้น ก่อนที่ในปี 1956 หลังจากการศึกษาบริเวณดังกล่าวหลายต่อหลายครั้ง ชูลแมนและทีมเริ่มมั่นใจว่าจะได้พบกับต้นไม้ที่อายุกว่า 4,000 ปี โดยอาศัยข้อมูลที่รวบรวมไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา

หลังจากการศึกษาต้นไม้ในป่าแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดการเก็บข้อมูลช่วงฤดูร้อนปี 1957 พวกเขาก็ได้สะดุดตาเข้ากับต้นไม้โบราณขนาดเล็กต้นหนึ่ง ซึ่งจากการศึกษาพบว่ามันมีอายุมากถึง 4,789 ปี (ในขณะนั้น) และได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “ต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก” ในเวลาต่อมา

หากยังจินตนาการไม่ออกว่า ต้นเมธูเซลาห์นั้นมีความเก่าแก่มากเพียงใด ลองนึกภาพตามว่า มันเริ่มงอกก่อนที่จะมีการสร้างพีระมิดแห่งอียิปต์ด้วยซ้ำ นอกจากนี้ มันยังมีชีวิตรอดมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติที่มีการบันทึก ตั้งแต่ยุคพระจันทร์เสี้ยวไปจนถึงยุคกรีกและโรมผ่านไปถึงยุคมืดสู่การปฏิวัตอุตสาหกรรมและแน่นอนมันยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันตำแหน่งที่ตั้งชัดเจนของต้นเมธูเซลาห์ได้ถูกปิดเป็นความลับ ทราบเพียงว่าอยู่บนเทือกเขาไวท์ เมาน์เทน เท่านั้น ซึ่งนั่นก็เพราะ เป็นการปกป้องจากการถูกบุกรุกและทำลายนั่นเอง

เพิ่มเติม – อันที่จริงต้นเมธูเซลาห์เกือบจะไม่ได้เป็นต้นไม้ที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในโลกแล้ว นั่นเพราะ ย้อนไปเมื่อปี ค.ศ.1964 ได้มีกลุ่มนักศึกษาติดต่อไปยังกรมป่าไม้แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อขออนุญาติในการตัดต้นสนสายพันธุ์ Bristlecone pine ที่มีนามว่า “โพรมีธีอุส” (Prometheus) เพื่อทำการศึกษา ซึ่งนับเป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผลการศึกษาระบุว่า มันเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดย ณ ขณะนั้น (ปี 1964) มันมีอายุ 4,862 ปี ซึ่งมากกว่า เมธูซาลาห์ถึง 66 ปีเลยทีเดียว

Fact – หากเราใช้เกณฑ์อายุของรากในการพิจารณาความเก่าแก่ ต้นเมธูเซลาห์กลับแพ้อันดับ 1 แบบขาดลอย เนื่องจาก ต้นไม้สายพันธุ์ Aspen ที่มีนามว่า “Pando” ถือเป็นต้นไม้ที่มี “ราก” อายุเก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า 80,000 ปี นั่นเพราะ เมื่อเวลาผ่านไป 30 ปี ลำต้นส่วนหนึ่งของมันจะตาย ทำให้หน่อใหม่ก่อตัวขึ้นและเข้ามาแทนที่ โดยอาศัยระบบรากที่ยังคงเจริญเติบโตอยู่ของลำต้นเก่า ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มันมีอายุยืนยาวหลายหมื่นปี


บนปากปล่องภูเขาไฟอิรากองโกที่มีความสูงกว่า 3,470 เมตร ณ อุทยานแห่งชาติวีรูงกา ประเทศคองโก คือที่ตั้งของทะเลสาบลาวาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ชื่อ “Nyiragongo” (อิรากองโก) โดยมันอยู่ลึกลงมาจากปากปล่องราว 600 เมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางกว้างถึง 2 กิโลเมตร มีความลึก 2,700 เมตร และมีปริมาณลาวาประมาณ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร เปรียบเสมือนเขื่อนเก็บลาวาขนาดย่อม ๆ เลยล่ะ

ในอดีตภูเขาไฟลูกนี้เกิดการปะทุนับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่ปี ค.ศ.1882 เป็นต้นมา เคยมีการบันทึกไว้ว่าเกิดการปะทุมากถึง 34 ครั้ง แต่ครั้งที่รุนแรงที่สุด คือในปี ค.ศ.1977 ปากปล่องของภูเขาไฟเกิดรอยร้าวจนทำให้มีลาวาไหลออกมาด้วยความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เข้าท่วมหมู่บ้านในเขตเมืองโกมา (Goma) ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที โดยเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมดประมาณ 70 คน

ต่อมา เกิดการปะทุอีกครั้งในปี 2002 ลาวาจำนวนมหาศาลไหลทะลักเข้าสู่เมืองโกมาอีกครั้ง ทำลายบ้านเรือน 14,000 หลัง มีผู้เสียชีวิต 250 คน และผู้คนกว่า 3 แสนคนต้องอพยพออกจากเมือง ซึ่งการปะทุแต่ละครั้งสร้างความเสียหายต่อชีวิตผู้คนในเมืองจำนวนมาก ว่ากันว่าหากภูเขาไฟลูกนี้ปะทุอีกครั้ง เมืองโกมาอาจกลายเป็นปอมเปอีสาขา 2 ก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้จึงถูกขนานนามว่าเป็น “เมืองที่อันตรายมากที่สุดในโลก” (ในปัจจุบัน)

คำถามคือ แล้วมันจะปะทุอีกครั้งเมื่อไหร่ ? ดาริโก เตเดสโก นักภูเขาไฟวิทยาชาวอิตาลี ที่ทำการศึกษาและทำความเข้าใจกับภูเขาไฟลูกนี้มาตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี ให้คำตอบว่า “จากการเก็บตัวอย่างหิน ความร้อน ก๊าซที่ปล่อยออกมา อัตราการไหลและความดันของลาวา รวมถึงสร้างแบบจำลองธรณีฟิสสิกส์ พบว่า ความเป็นไปได้ที่มันจะปะทุอีกครั้งอาจอยู่ในช่วงปี 2024-2027 (ห่างจากการปะทุครั้งล่าสุด 20 ปี)”

นอกจากนี้ เขายังพบข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ภูเขาไฟอิรากองโกนั้น เป็นภูเขาไฟที่ก่อตัวซ้อนทับภูเขาไฟลูกเก่า 2 ลูก คือภูเขาไฟบาราตูและชาเฮรู อีกทั้งที่มาของทะเลสาบลาวานั้นเกิดขึ้นจากการไหลของลาวาขึ้นมาบนพื้นผิวโลกแบบช้า ๆ ทำให้มันคงสภาพภูเขาไฟที่เดือดปุดอยู่ได้ตลอดเวลานั่นเอง

ซึ่งสถานที่แบบนี้เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่หาได้ยากมาก ทั่วโลกมีอยู่เพียง มีอยู่เพียง 7 แห่ง ได้แก่ ภูเขาไฟอิรากองโกในคองโก, ภูเขาไฟเอเรอตาเลในเอธิโอเปีย, ภูเขาไฟเอเรบัสในแอนตาร์กติกา, ภูเขาไฟยาซูร์, ภูเขาไฟแอมบริมในวานูอาตู, ภูเขาไฟคีเลาเวอาในฮาวาย และภูเขาไฟมาซายาในนิการากัว

Fact ภูเขาไฟฟูจิ สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น ยังถือว่าเป็นภูเขาไฟที่ไม่สงบ ซึ่งครั้งล่าสุดที่เคยระเบิดก็คือเมื่อปี ค.ศ. 1707 การระเบิดในครั้งนั้นไม่ได้มีลาวาไหลลงมา แต่เกิดฝุ่นขี้เถ้าลอยออกมาเป็นจำนวนมาก ทำให้คนเป็นโรคทางเดินหายใจกันเยอะ ซึ่งการที่จะคำนวณว่ามันจะปะทุขึ้นมาอีกเมื่อไหร่ก็ยากพอ ๆ กับบอกตอบมันจะสงบลงเมื่อไหร่ เพราะมนุษย์เราพึ่งเริ่มเก็บข้อมูลการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อ 300 ปีให้หลัง เราเลยยังไม่มีโอกาสเก็บข้อมูลได้มากพอที่จะทำการคำนวณได้แบบถูกต้องเป๊ะ ๆ


ในแต่ละปีจะมีผู้คนกว่า 4 ล้านคน เดินทางมาเยี่ยมชมความสวยงามของธรรมชาติที่ “อุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน” (Yellowstone National Park) แต่ในทางกลับกัน สถานที่แห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในโลกเช่นกัน เนื่องจากเป็นแหล่งรวมบ่อน้ำร้อนธรรมชาติมากกว่า 10,000 บ่อ มีอุณหภูมิสูงถึง 120 เซลเซียส อีกทั้งยังมีความเป็นกรดสูง และนี่คือสิ่งที่จะขึ้นหากเผลอตกลงไป..

(เรื่องจริง) จากการรายงานของสื่อท้องถิ่น ระบุว่าเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ปี 2016 โคลิน นาธาเนียล สก็อตต์ หนุ่มวัย 23 ปี ที่ลักลอบเข้าในอุทยานและหวังจะทำ “หม้อไฟ” โดยใช้น้ำจากบ่อน้ำร้อน แต่ทว่าเขาเกิดไถลลื่นตกลงไป ด้วยความร้อนและความเป็นกรดสูง ผลคือเขาช็อคจากความร้อนและเสียชีวิตทันที 

ในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่พบร่างของเขาลอยอยู่ที่ขอบบ่อ แต่ทว่าในเวลานั้นฝนตกหนักทำให้ดินบริเวณนั้นลื่นมากจึงไม่สามารถนำร่างขึ้นมาได้ แต่ที่น่าตกใจคือในเช้าวันต่อมาเมื่อเจ้าหน้าที่ไปถึงร่างของหนุ่มคนนั้นถูกกรดย่อยสลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือไว้เพียงเศษเสื้อผ้า รองเท้าแตะ และกระเป๋าสตางค์ที่ยังลอยอยู่บนผิวน้ำเท่านั้น

โดย โลแรนท์ เวอเรสส์ รองหัวหน้าอุทยานกล่าวว่า “โดยปกติแล้วเหยื่อที่เสียชีวิตจากการตกลงไปในบ่อน้ำร้อนจะไม่ถูกย่อยแบบนี้ แต่กรณีของโคลิน สก็อตต์ นั้นมีสาเหตุมาจากในวันนั้นน้ำมีอุณหภูมิสูงและค่าความเป็นกรดสูงกว่าปกติ ประกอบกับถูกแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานานทำให้ร่างของเขาถูกย่อยสลายหายไปนั่นเอง”

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยมีคนเสียชีวิตจากการตกลงไปในบ่อน้ำร้อนในเยลโลว์สโตน เพราะก่อนหน้านี้มีนักท่องเที่ยวหลายคนที่ฝ่าฝืนกฎของอุทยานและประสบอุบัติเหตุพลัดตกลงไปไม่น้อย โดยเหยื่อรายแรกคือเด็กชายวัย 7 ขวบ เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1890 ตามบันทึกในหนัง Death in Yellowstone (1995) ระบุว่า “เด็กน้อยคนนั้นเดินทางไปกับพ่อแม่และพยายามข้ามเขตแนวกั้น เพื่อจะเข้าไปชมบ่อน้ำร้อนใกล้ ๆ แต่เกิดอุบัติเหตุลื่อตกลงไป เด็กคนนั้นพยายามว่ายน้ำตะเกียกตะกายอยู่ 2-3 ครั้ง ก่อนจมลงไปต่อหน้าต่อตาพ่อแม่ของเขา”

สรุป – สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากตกลงไปในน้ำร้อนเยลโลว์สโตน : อันดับแรกคุณจะช็อกจากความร้อนสูง – ความร้อนจะลวกและความเป็นกรดกัดกร่อนผิวหนังความเจ็บปวดนี้จะทำให้หมดสติ – จากนั้นกล้ามเนื้อจะตาย – และจมน้ำไปในที่สุด (ในกรณีเลวร้ายร่างกายอาจถูกย่อยสลาย)

Fact – ในอุทยานเยลโลว์สโตน (Yellowstone) มีบ่อน้ำร้อนมากกว่า 10,000 แห่ง แต่บ่อน้ำร้อนที่สวยและโดดเด่นที่สุดคือ บ่อน้ำร้อนสีรุ้งแห่งเยลโลว์สโตน (Grand Prismatic Spring) เป็นบ่อน้ำพุร้อนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอเมริกา และใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ได้รับการยอมรับว่าสวยที่สุดในโลก ซึ่งสีรุ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากแบคทีเรีย และพืชเซลล์เดียว


เมื่อปี 2010 เกิดเหตุระเบิดแท่นขุดเจาะน้ำมัน “Deepwater Harizon” ที่ตั้งอยู่กลางอ่าวเม็กซิโก ส่งผลให้น้ำมันกว่า 130 ล้านแกลลอนรั่วไหลลงสู่มหาสมุทร ปริมาณขนาดนี้เทียบเท่ากับสระว่ายน้ำกีฬาโอลิมปิกรวมกัน 300 สระเลยทีเดียว ซึ่งคราบน้ำมันได้กระจายพื้นที่กว้างถึง 176,100 ตารางกิโลเมตร นับว่าเป็นการรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

โดยผู้ที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ คงหนีไม่พ้น “BP” บริษัทพลังงาน จากประเทศอังกฤษ ที่เป็นเจ้าของแท่นขุดเจาะน้ำมันแห่งนี้ ซึ่งต้องสูญเสียเงินกว่า 2 ล้านล้านบาท ในการจ่ายค่าปรับและค่ากำจัดคราบน้ำมันบนผิวน้ำทะเล อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงแต่บริษัท BP เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก แต่ระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ในอ่าวเม็กซิโกเองก็ได้รับผลกระทบที่เลวร้ายไม่แพ้กัน จากการสำรวจพบว่า มีสัตว์น้ำมากกว่า 900,000 ตัวที่ต้องเสียชีวิตไปจากเหตุการณ์นี้

ทั้งนี้ เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เจ้าหน้าที่และบริษัทพยายามทำความสะอาดคราบน้ำมันบนผิวน้ำ แต่ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ถูกเผิกเฉย นั่นก็คือ “สิ่งมีชีวิตใต้ทะเล” ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือแต่อย่างใด โดยในปี 2017 ทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ได้ลงไปสำรวจใต้ก้นทะเล ณ จุดบริเวณนั้น พบว่า – สิ่งมีชีวิตใต้นั้นกำลังเกิด “การกลายพันธุ์” (Mutant) จากการดูดซับสารพิษจำนวนมหาศาลที่ปล่อยออกมาจากน้ำมันได้อย่างน่าทึ่ง

คลิฟตัน นันนอลลี หนึ่งในทีมนักสำรวจจากมหาวิทยาลัยหลุยเซียนา ระบุว่า “ที่ใต้ก้นทะเลลึกลงไป 1.8 กิโลเมตร พบปูก้ามแดง กุ้งก้ามแดง และกุ้งคาริเดียน ที่อาศัยอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เนื่องจากสารพิษที่ปล่อยออกมามีความคล้ายคลึงกับสารที่พบในแพลงตอนที่เป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของพวกมัน ซึ่งสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับสิ่งมีชีวิตเหล่านี้คือ พวกมันกลายพันธุ์ให้สามารถดูดซับสารพิษเหล่านี้ได้โดยไม่ตาย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความพิการ เช่น ปูบางตัวมีขาไม่ครบ 8 ขา ก้ามใหญ่โตผิดปกติ ร่างกายขยายใหญ่ขึ้น เกิดเนื้องอกตามร่างกาย เป็นต้น”

นักวิจัยกล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้ปัจจุบันคราบน้ำมันบนผิวน้ำจะถูกกำจัดไปได้เกือบหมดแล้วก็จริง แต่ที่ใต้ก้นทะเลยังมีน้ำมันอีกกว่า 10 ล้านแกลลอนที่ยังตกค้างอยู่” แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ณ ตอนนี้ยังไม่มีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าพอจะสามารถกำจัดคราบน้ำมันจากใต้ก้นมหาสมุทรได้ สิ่งเดียวที่พอจะทำได้คือรอให้ธรรมชาติฟื้นฟูตัวเอง ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 50 ปีหรือนานกว่านั้น


“กบน้ำนมแอมะซอน” (Amazon Milk Frog) ชื่อวิทยาศาสตร์ Trachycephalus resinifictrix อาศัยอยู่ใกล้ลุ่มแม่น้ำในป่าแอมะซอน เป็นสายพันธุ์กบต้นไม้ มีขนาด 2.5-4 นิ้ว เป็นหนึ่งในกบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของอเมริกาใต้ มักพบในประเทศโคลอมเบีย โบลิเวีย บราซิล เอกวาดอร์ เปรูและเวเนซุเอลา

โดยที่มาของชื่อกบน้ำนมนั้นไม่ได้หมายความว่าพวกมันผลิตน้ำนมออกมาได้จริง ๆ แต่มาจากสารพิษสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมที่หลั่งออกมาจากต่อมบนหลังเพื่อป้องกันตัวจากสัตว์นักล่าหรือเพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับร่างกายนั่นเอง ซึ่งสารพิษหรือ “นม” ที่หลั่งออกมาจะมีกลิ่นเหม็นและเหนียว โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะกบตามธรรมชาติเท่านั้น แต่กบเลี้ยงจะไม่ค่อยหลั่งสารนี้ออกมามากนักเนื่องจากคุ้นชินกับมนุษย์

นอกจากนี้ โครงสร้างทางร่างกายของมันก็เจ๋งไม่แพ้กัน โดยกบน้ำนมแอมะซอนมีตุ่มเท้าขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับน้ำหนักได้มากถึง 14 เท่าของน้ำหนักตัว เปรียบเทียบกับมนุษย์ง่าย ๆ ว่า ถ้าเรามีน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัม เจ้าตุ่มเท้านี้จะสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 840 กิโลกรัมเลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุที่พวกมันพัฒนาร่างกายให้มีลักษณะเช่นนี้เป็นเพราะต้องใช้สำหรับการปีนต้นไม้นั่นเอง

สำหรับพฤติกรรมการหาอาหาร พวกมันเป็นสัตว์หากินกลางคืน ช่วงเวลากลางวันจะซ่อนตัวอยู่ตามต้นไม้ใบไม้ ซึ่งพวกมันมีนิสัยการกินที่ค่อนข้างตะกละเพราะมันกินแทบทุกอย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ตรงหน้า (ถ้าขนาดเล็กพอที่ปากกินได้) แม้ตอนนั้นจะไม่ใช่เวลาหาอาหารก็ตาม เช่น แมลง หนอน แมงมุม สัตว์ขาปล้องต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งตัวเมียก็สามารถจับตัวผู้กินได้เหมือนกัน ซึ่งนิสัยการกินสุดระห่ำแบบนี้มีมาตั้งแต่เกิด คือ ลูกอ๊อดที่ฟักตัวออกมาได้ก่อนจะทำการกินไข่ของลูกอ๊อดที่ยังไม่ฟักออกมา แต่ทั้งนี้อาหารจานโปรดที่สุดของมันคือจิ้งหรีด 

ทั้งนี้ ทุกช่วงเดือนพฤษภาคม-พฤศจิกายนจะเป็นช่วงเวลาการผสมพันธุ์ โดยการผสมพันธุ์แต่ละครั้งตัวเมียจะวางไข่ได้มากถึง 2,500 ฟอง ซึ่งจะฟักภายใน 24 ชั่วโมง ใช้เวลากว่าจะโตเป็นกบเต็มตัวประมาณ 3 สัปดาห์ ซึ่งกบชนิดนี้มีอายุโดยเฉลี่ยประมาณ 8-10 ปีเลยทีเดียว

ปัจจุบัน แม้จะไม่ทราบจำนวนประชากรของพวกมันแน่ชัด แต่ IUCN ระบุว่าสถานะทางธรรมชาติของกบน้ำนมแอมะซอนนั้นยังไม่น่าเป็นห่วง แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกมันก็ยังถูกคุกคามอยู่อย่างต่อเนื่อง เช่นการตัดไม้ทำลายป่า หรือถูกจับเพื่อนำไปเป็นสัตว์เลี้ยง นั่นจึงเป็นไปได้ว่าแหล่งที่อยู่อาศัยของพวกมันอาจลดลงจนน่าเป็นห่วงในอนาคต

Fact กบลูกดอกสีน้ำเงิน (Poison Dart Frogs) เป็นกบที่มีพิษร้ายแรงที่สุดในโลก พิษของกบลูกดอกเพียง 5 ไมโครกรัม (เท่ากับปลายเข็ม) ก็สามารถฆ่าคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดใหญ่ ๆ ได้ ซึ่งพิษของมันถูกนำมาใช้ในลูกดอกอาบยาพิษของชาวอินเดียแดง เป็นสาเหตุที่ถูกเรียกว่า “กบลูกดอก”


เที่ยวบินที่สั้นที่สุดในโลก คือ เส้นทางระหว่างเกาะเวสต์เรย์ (Westray) – เกาะปาปาเวสต์เรย์แ (Papa Westray) มีระยะทางห่างกันเพียง 2.7 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งเกาะทั้งสองเป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะออร์คนีย์ (Orkney) ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศสกอตแลนด์ โดยระยะเวลาในการเดินทางในเส้นทางบินนี้จะใช้เวลาไม่เกิน 2 นาที แต่เคยมีการบันทึกเที่ยวบินที่ใช้เวลาบินเร็วที่สุดเพียง 47 วินาทีเท่านั้น (หากสภาพอากาศปลอดโปร่ง)

ซึ่งสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางบินนี้ คือ Loganair สายการบินสัญชาติสกอตแลนด์ ที่เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 1967 มาจนถึงปัจจุบัน โดยค่าเดินทางไป-กลับของเส้นทางนี้ เฉลี่ยอยู่ที่ 1,500 บาท จากการรายงานของสำนักข่าว Daily Mail ระบุว่า เนื่องจากเกาะปาปาเวสต์เรย์มีแหล่งโบราณคดีกว่า 60 แห่งทั่วเกาะ ทำให้ผู้โดยสารส่วนใหญ่จะเป็นนักเรียน-นักศึกษา และนักโบราณคดี นอกนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์และผู้ป่วยจากเกาะปาปาเวสต์เรย์ที่ต้องเดินทางมารักษาตัวบนแผ่นดินใหญ่ (เกาะปาปาเวสต์เรย์มีผู้อยู่อาศัยเพียง 70 คนเท่านั้น)

โดย Loganair ให้บริการด้วยเครื่องบินแบบ BN2B-26 Islander สามารถจุผู้โดยสารได้ 8 คน/เที่ยว ผลิตโดย Britten-Norman เป็นเครื่องบินที่สามารถขึ้นลงด้วยรันเวย์สั้น ๆ ได้ และที่สำคัญคือสามารถทำการบินได้ด้วยนักบินเพียง 1 คนเท่านั้น จึงเหมาะแก่การใช้เดินทางขึ้นลงระหว่างเกาะนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสงสัยคือ ทำไมพวกเขาถึงไม่สร้างสะพานทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกลเกินกว่าจะสร้างสะพานไม่ได้ ? คำตอบของเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการสัมปทานระหว่างสภาออร์คเนย์และสายการบิน Loganair ที่พวกเขาได้รับสัญญาสัมปทานระยะยาวด้วยการชนะการประมูลในราคา 90 ล้านบาท ในการควบคุมการเดินทางระหว่างเกาะทั้งสองนี้ นั่นหมายความว่า หากพวกเขาสร้างสะพานก็จะไม่ได้เงินจากการให้บริการเครื่องบินข้ามเกาะยังไงล่ะ

คำถาม : แล้วถ้าไม่นั่งเครื่องบินจะสามารถเดินทางด้วยวิธีอื่นได้หรือไม่ ? ตอบ : ได้ นั่นก็คือการนั่งเรือเฟอร์รี่ไปแทน แต่การนั่งเรือข้ามฟากจะใช้เวลาเดินทางเฉลี่ย 1-2 ชั่วโมง ซึ่งให้บริการโดย Loganair เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วเรือจะใช้ในการขนส่งสินค้ามากกว่าขนคน จึงไม่ใช้เรือที่เร็วมากนัก นี่จึงทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการเดินทางข้ามเกาะเลือกจะเดินทางด้วยเครื่องบินมากกว่านั่นเอง

เพิ่มเติม – สายการบินที่ไกลที่สุดในโลก คือสายการบินระหว่าง สิงคโปร์ – เมืองเนวาร์ค รัฐนิวเจอร์ซีย์ ประเทศอเมริกา ซึ่งมีระยะทางกว่า 15,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง 18 ชั่วโมง 30 นาที (เป็นการบินตรงรวดเดียวแบบไม่แวะพักกลางทาง) ให้บริการโดยสายการบิน Singapor Airline 

Fact – รู้หรือไม่ว่า หน้าต่างบนเครื่องบินทำมาจากแผ่นกระจกใสซ้อนกัน 3 ชั้น โดยชั้นนอกสุดทำหน้าที่รับแรงกดอากาศ ส่วนชั้นกลางจะรูเล็กๆ อยู่ เรียกว่า breater hole ช่วยปรับสมดุลของความกดอากาศระหว่างภายนอกกับภายในเครื่องบิน ทั้งยังช่วยลดการเกิดฝ้าที่มาจับกระจกด้วย และชั้นในสุดติดกับที่นั่งผู้โดยสารมีไว้กันไม่ให้กระจกชั้นกลางเกิดรอยขีดข่วน


พบกับ “กลุ่มหินประหลาด” ที่ตั้งอยู่บนยอดเขาแอลป์ (ไม่ล้ม-ไม่หล่น) มานานกว่า 2 หมื่นปีแล้ว ขณะที่ คิลิอัน ชูนเบกเกอร์ (ช่างภาพชาวเยอรมัน) กำลังเดินถ่ายภาพชิว ๆ บนเทือกเขาแอลป์เขาก็ได้บังเอิญพบกับ “กลุ่มหินประหลาด” ที่ตั้งอยู่บนยอดผาแหลมรูปทรงปิรามิด ภายหลังทราบว่าสถานที่แห่งนี้ มีชื่อเรียกว่า “Earth Pyramids of South Tyrol” (พิรามิดโลกแห่งเซาท์ไทโรล์)

โดยสถานที่แปลกประหลาดราวกับโลกต่างดาวนี้ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ในจังหวัดเซาท์ไทโรล์ เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยา มีอายุกว่า 25,000 ปี ก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ปลายยุคน้ำแข็ง ซึ่งเดิมทีเป็นดินเหนียวที่ถูกปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง – เมื่อธารน้ำแข็งละลาย – เหลือทิ้งไว้แต่ดินเหนียวเปล่า ๆ – หินที่อยู่บนหน้าดินจะทำหน้าที่เหมือนร่มค่อยปกป้องหน้าดิน – เมื่อฝนตก น้ำจะกัดเซาะดินส่วนที่ไม่มีหิน – จนเกิดเป็นยอดแหลมสูงชัน 10 ถึง 15 เมตร อย่างที่เห็น

นักวิจัยคาดการณ์ว่า พีรมิดหินแบบนี้ได้อาจใช้เวลาก่อตัวนานหลายพันปี แต่อย่างไรก็ตามแม้มันจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเวลาผ่านไป เสาดินเหล่านี้จะค่อย ๆ อ่อนแรงจนไม่สามารถแบกหินบนยอดไว้ได้ และพีรมิดที่ไม่มีหินคอยปกคลุมจะถูกฝนกัดเซาะและสลายหายไปในที่สุด

ทั้งนี้ มีอีกหลายสถานที่ที่มีลักษณะการเกิดคล้ายกับ Earth Pyramids of South Tyrol เช่นอุทยานฮูดูส (Hoodoos) ที่ตั้งอยู่ในอุทยานนานาชาติไบรซ์แคนยอน ในรัฐยูทาห์ ประเทศอเมริกา เป็นปรากฏการณ์ทางธรณีวิทยาที่ก่อตัวขึ้นเมื่อราว 60 ล้านปีก่อน มีลักษณะเป็นเสาหินสูง (1.5-45 เมตร) 

โดยฮูดูสนั้นแต่ก่อนเป็นทะเลสาบลึกขนาดใหญ่ เมื่อเวลาผ่านไปทะเลสาบค่อย ๆ แห้งแล้งจนกลายเป็นหน้าผาสูงชัน ซึ่งชั้นดินที่อยู่ด้านบนมีความแข็งกว่าหินชั้นล่าง ทำให้มันถูกกระแสลมกัดเซาะหน้าผา จนดินชั้นล่างเริ่มแหว่งและกลายเป็นแท่งอย่างที่เห็นในรูปด้านล่าง ซึ่งดินชั้นบนก็เปรียบเสมือนก้อนหินของ Earth Pyramids of South Tyrol นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการคำนวณอัตราการซึกกร่อนของเสาหินเหล่านี้ว่า มันจะถูกกระแสลมและน้ำแข็งรวมถึงฝนกัดเซาะเสาฮูดูสลึก 0.6-1.3 เมตร / 100 ปี แม้จะดูนานแต่ว่าเมื่อเทียบกับการก่อตัวของพวกมันที่นานนับล้านปี ตัวเลขการซึกกร่อนนี้ถือว่าเร็วมาก มันบ่งบอกถึงสภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วจนน่าเป็นห่วง

Fact – รู้จักกับ “ป่าหิน” (Stone Forest) ตั้งอยู่ที่เมืองคุนหมิง มลฑลยูนาน ประเทศจีน ถูกจัดว่าเป็นป่าหินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีอายุราว 270 ล้านปี มีพื้นที่มากถึง 350 ตารางกิโลเมตร แต่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียง 12 ตาราง กิโลเมตรเท่านั้น เพราะทางแยกข้างในซับซ้อนราวกับเขาวงกต เดิมทีหินเหล่านี้อยู่ใต้ผิวโลก แต่ภายหลังถูกดันขึ้นมาในลักษณะเดียวกับหินงอก

MKRdezign

Contact Form

Name

Email *

Message *

Powered by Blogger.
Javascript DisablePlease Enable Javascript To See All Widget